หนี้นิเวศ (Ecological Debt)

เศรษฐศาสตร์กู้โลก

หนี้นิเวศ (Ecological Debt)

สฤณี อาชวานันทกุล
ecologicl debt หนี้นิเวศ

ขณะที่ผู้เขียนเขียนอยู่นี้ (ตุลาคม 2552) ประชาคมโลกกำลังเริ่มเจรจากติกาโลกฉบับใหม่ที่จำเป็นต่อการรับมือกับภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังและมีประสิทธิผล โดยเฉพาะในเมื่อพันธกรณีช่วงแรกตามพิธีสารเกียวโตกำลังจะหมดอายุลงในปี 2012

ประเด็นหลักบนโต๊ะเจรจาหนีไม่พ้นเรื่องของตัวเลขว่าประเทศต่างๆ จะต้องลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเท่าไร ตัวเลขตั้งต้นในการเจรจาตั้งอยู่บนข้อเสนอของ IPCC ที่ว่า มนุษย์ต้องรักษาระดับอุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส และต้องควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศไม่ให้เกิน 450 ส่วนในล้านส่วน มิฉะนั้นภาวะโลกร้อนอาจก่อผลกระทบรุนแรงเกินเยียวยา IPCC เสนอว่าประเทศที่พัฒนาแล้วควรลดการปล่อยก๊าซลงร้อยละ 25-40 จากระดับที่ปล่อยในปี 1990 ให้ได้ในปี 2020 และในขณะเดียวกัน ประเทศกำลังพัฒนาก็ควรลดการปล่อยก๊าซลงร้อยละ 15-30

ในเมื่อภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาระดับโลกที่การแก้ไขจะต้องอาศัยความยินยอมพร้อมใจจากทุกประเทศ และในเมื่อแต่ละประเทศปล่อยคาร์บอนไม่เท่ากันตั้งแต่ในอดีตกาลนานโพ้น คำว่า “climate justice” (ความเป็นธรรมในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ก็น่าจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งคำที่มีความหมายครอบคลุมกว้างกว่า คือ “หนี้นิเวศ” (ecological debt)

แนวคิดเรื่องหนี้นิเวศเข้าใจไม่ยากถ้าเรายอมรับว่าคนทุกคนมีส่วนในชั้นบรรยากาศและทรัพยากรธรรมชาติคนละเท่าๆ กัน ดังนั้น ในเมื่อประเทศร่ำรวยกำลังถลุง ‘งบดุลธรรมชาติ’ มากกว่าประเทศยากจน เช่น ตัวเลขขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ประเทศพัฒนาแล้วมีประชากรร้อยละ 20 ของโลก แต่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติร้อยละ 80 ของปริมาณทั้งหมดที่โลกใช้ทุกปี ก็เท่ากับว่าประเทศร่ำรวยก่อ “หนี้นิเวศ” เพื่อบริโภคเกินสัดส่วนที่ชอบธรรมของตัวเอง

ในสายตาประชาชนในประเทศส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาใต้และแอฟริกา “หนี้นิเวศ” มิได้เป็นเพียงแนวคิดลอยๆ หากเป็นรูปธรรมที่ฝากรอยแผลทั้งบนแผ่นดินและจิตใจ นับตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจเป็นต้นมา ในหลายหลายรูปแบบและวิธีการ ไม่ว่าจะเป็น –

...การตักตวงทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ ปิโตรเลียม แร่ธาตุ ป่าไม้ และประมง อย่างไร้ความรับผิดชอบและไม่บันยะบันยังจนคุกคามความอยู่รอดของประชาชนเจ้าของประเทศ

...เงื่อนไขการค้าที่ไม่เป็นธรรมในแง่ระบบนิเวศ เนื่องจากสินค้าที่ผลิตจากการตักตวงทรัพยากรธรรมชาติถูกบริษัทข้ามชาติส่งออกไปขายในราคาที่ไม่รวมค่าเสียหายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในกระบวนการตักตวงหรือผลิตสินค้าดังกล่าว

...การฉวยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์พืช สมุนไพร และองค์ความรู้พื้นบ้าน เป็นพื้นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ เสร็จแล้วก็บังคับให้ประชาชนในประเทศเจ้าของภูมิปัญญาจ่ายค่าใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านั้น

...การจับจองใช้ที่ดินและแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก ทำให้คุณภาพดินในหลายพื้นที่เสื่อมโทรม คุกคามอธิปไตยด้านอาหารและวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นและในระดับประเทศ

...การที่ประเทศร่ำรวยทำให้ชั้นบรรยากาศปนเปื้อนเกินสัดส่วนประชากร ด้วยการปล่อยก๊าซอันตรายอันเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนและชั้นโอโซนเบาบาง และฉกฉวยศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนของทะเลและป่าไม้ไปใช้เอื้อประโยชน์ตัวเองโดยไม่ชอบธรรม

…การผลิตอาวุธเคมีและอาวุธนิวเคลียร์ สารพิษและสารตกค้างอันตรายและทิ้งให้เป็นภาระของประเทศโลกที่สาม

ประเทศที่ถูกรัฐบาลและบริษัทข้ามชาติจากยุโรปและอเมริกาตักตวงทรัพยากรธรรมชาติไปใช้นานนับศตวรรษประกาศว่า ประชาชนในเขตซีกโลกเหนือเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากเพียงเพราะเป็น ‘ลูกหนี้นิเวศ’ ของประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ – ทรัพยากรธรรมชาติ เงินตรา และแรงงาน (ไม่ว่าจะในรูปการค้าทาสหรือแรงงานที่ได้ค่าแรงต่ำเตี้ยติดดิน) ล้วนไหลออกจากประเทศเหล่านี้ไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว และความเสียหายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมก็ไม่เคยถูกนับรวมเป็นต้นทุนในการผลิตสินค้าที่ส่งออกไปขายประเทศร่ำรวยซื้อได้ในราคาถูก

ในเมื่อ “หนี้นิเวศ” มีความหมายครอบคลุมถึงความอยุติธรรมและการเอารัดเอาเปรียบต่างๆ ที่ประเทศเจ้าหนี้นิเวศต้องตกเป็นเหยื่อในอดีต เป้าหมายสูงสุดของขบวนการเคลื่อนไหวที่ชูประเด็นนี้จึงไปไกลกว่าการเรียกร้องความเป็นธรรมบนโต๊ะเจรจาเรื่องภาวะโลกร้อน เป้าหมายดังกล่าวดูจะมีอยู่ด้วยกันสามประการใหญ่ ได้แก่ 1. ยับยั้งวิถีการพัฒนาแบบอุตสาหกรรมที่กำลังทำลายธรรมชาติ, 2. หยุดการไหลเวียนที่ไม่เป็นธรรมของพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และการเงินจากประเทศกำลังพัฒนาในเขตซีกโลกใต้ไปยังประเทศพัฒนาแล้วในเขตซีกโลกเหนือ และ 3. สื่อความไม่เป็นธรรมของภาวะ “ลูกหนี้การเงิน” ของประเทศ “เจ้าหนี้นิเวศ” เงินกู้หลายกรณีเป็นเงินที่ผู้นำเผด็จการกู้จากโลกตะวันตกมาเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง ไม่ได้นำเงินไปลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศให้มีรายได้มาใช้หนี้ เมื่อผู้นำเผด็จการที่ก่อหนี้เหล่านั้นพ้นจากอำนาจ ภาระหนี้เหล่านั้นก็ยังอยู่ กลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับอย่างไม่ยุติธรรม เพราะไม่เคยอยากได้ผู้นำเผด็จการมาบริหารประเทศตั้งแต่แรก

ความตื่นตัวของประชาคมโลกอาจเป็นเรื่องใหม่ แต่อันที่จริงแนวคิดเรื่อง “หนี้นิเวศ” นั้นมีมานานไม่น้อยกว่าสามศตวรรษ นักเขียน นักคิด และนักวิจารณ์หลายคนวิพากษ์วิธีการล่าเมืองขึ้นของมหาอำนาจยุโรปอย่างรุนแรง ต่อมาในทศวรรษ 1960 จอร์จ บอร์กสตรอม (Georg Borgstrom) ทำวิจัยและชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสหราชอาณาจักรใช้ “ที่ดินเงา” (ghost areas) นอกเขตแดนของตนเองจำนวนมหาศาลเพื่อเลี้ยงปากท้องชาวอังกฤษ และที่ดินเงาทั่วโลกก็กินเนื้อที่มากกว่าที่ดินเพาะปลูกในสหราชอาณาจักรเอง

ถึงแม้ว่า “หนี้นิเวศ” จะเป็นคำที่สุ่มเสี่ยงต่อการใช้แบบ ‘เหมารวม’ เกินไป คือโยนสิ่งต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ลงไปในนั้นถึงแม้ว่าบางอย่างจะไม่เกี่ยวอะไรเลยกับประเด็นสิ่งแวดล้อม (เช่น นักเคลื่อนไหวบางคนที่มอง “การค้าเสรี” ว่าเป็นสิ่งเลวร้ายก็บอกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของหนี้นิเวศด้วย ทั้งๆ ที่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการทำธุรกิจมากกว่าเงื่อนไขการค้าโลก) ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแบบแผนการพัฒนาที่ผ่านมาไม่เป็นธรรมกับหลายประเทศในโลกกำลังพัฒนา และประเทศ “เจ้าหนี้นิเวศ” ก็มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะเรียกร้องให้ประเทศลูกหนี้ชดใช้ความเสียหาย ประเด็นที่ว่า ‘ใคร’ จะเป็นผู้ชดใช้ (ถ้าบริษัทข้ามชาติที่ก่อความเสียหายล้มละลายไปแล้ว รัฐบาลของประเทศนั้นควรชดใช้แทนหรือ? ประชาชนจะว่าอย่างไร?) และชดใช้ ‘เท่าไร’ นั้น คงเป็นที่ถกเถียงกันอีกนาน และผู้เขียนคิดว่าประเด็นนี้ก็เป็น ‘ไพ่’ ที่ใช้ในการเจรจาต่อรอง มากกว่าที่จะพัฒนาไปเป็นสูตรที่ตีมูลค่า “หนี้นิเวศ” ออกมาเป็นตัวเงิน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่คนทั้งโลกกำลังติดตามการเจรจากติกาโลก เราก็ควรตระหนักถึงความสำคัญของ “หนี้นิเวศ” ดังที่ปรากฎในวาทะ อีโว โมราเลซ (Evo Morales) ประธานาธิบดีโบลิเวีย ต่อที่ประชุมคณะทำงานเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ เมื่อเดือนเมษายน 2552 –

Evo morales“ประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้เรียกร้องเงินให้เปล่าเพื่อแก้ปัญหาที่เราไม่ได้ก่อ สิ่งที่เราเรียกร้องคือยอดหนี้เต็มจำนวนที่ประเทศพัฒนาแล้วเป็นลูกหนี้เรา ด้วยการคุกคามระบบสภาพภูมิอากาศโลก บริโภคทรัพยากรส่วนรวมที่มนุษย์ทุกคนเป็นเจ้าของอย่างเท่าเทียมมากเกินไป และธำรงวิถีชีวิตที่คุกคามชีวิตและความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่บนโลกซึ่งเป็นคนจน หนี้ดังกล่าวจะต้องได้รับการชดใช้ด้วยการปลดปล่อยพื้นที่ด้านสิ่งแวดล้อมให้ประเทศกำลังพัฒนาได้รับอิสรภาพ

ไม่มีหนทางแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใดๆ ที่จะมีประสิทธิผลถ้ามันไม่มีความเท่าเทียม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้วลงอย่างฮวบฮาบจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำให้สภาพภูมิอากาศโลกเข้าสู่เสถียรภาพ การถ่ายโอนเทคโนโลยีและทรัพยากรทางการเงินไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาก็จำเป็นเช่นกัน ถ้าเราอยากให้ประเทศเหล่านี้ลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และในขณะเดียวกันก็สามารถใช้สิทธิของพวกเขาในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม วิธีแก้ใดๆ ก็ตามที่ไม่กระจายศักยภาพของโลกในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกอย่างเท่าเทียมกันไปยังประเทศต่างๆ รวมทั้งกระจายต้นทุนในการบรรเทาปัญหาและปรับตัว จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ.”

ที่มาของภาพ :
1. ภาพปกหนังสือ "Ecological Debt" -
http://www.amazon.co.uk
2. ภาพผู้คนในประเทศเจ้าหนี้นิเวศ -
http://www.developments.org.uk
3. ภาพประธานาธิบดี Evo Morales -
http://senaoquesdiz.blogspot.com

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย