ภาพลวงตาและอันตรายของแนวคิด “อภินิหารพลังงาน”

ภาพลวงตาและอันตรายของแนวคิด “อภินิหารพลังงาน”
ภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เป็นปัญหาเร่งด่วนที่สร้างความเสียหายและความเดือดร้อนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนการถกเถียงเรื่องนี้ข้ามพ้นจากประเด็น “จริงหรือเท็จ” เป็น “เราควรรับมือกับมันอย่างไร” มานานแล้ว
เนื่องจากภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาระดับโลกที่เกิดจากเทคโนโลยียุคอุตสาหกรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่นักนวัตกรรม นักธุรกิจ และนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยจึงรณรงค์ให้เราใช้เทคโนโลยีสีเขียวรุ่นใหม่ล่าสุดในการรับมือกับเรื่องนี้ พวกเขาเชื่อว่าในเมื่อเทคโนโลยีเป็นต้นเหตุของปัญหา เราก็ควรใช้มันแก้ปัญหา
บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เสนอในงาน TED (www.ted.com) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 ว่า ทั่วโลกจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้เหลือศูนย์ภายในปี 2050 และนักวิจัยควรใช้เวลา 20 ปีนับจากนี้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำสิ่งนี้ได้ และใช้เวลาอีก 20 ปีต่อจากนั้นในการลงมือนำเทคโนโลยีเหล่านั้นไปใช้จริง
สุนทรพจน์ของเกตส์เรียกเสียงชื่นชมมากมาย แต่ไม่ใช่สำหรับ ดร. โจเซฟ รอมม์ (Joseph Romm) นักวิทยาศาสตร์และบล็อกเกอร์นำประจำเว็บไซต์ www.climateprogress.org ซึ่งวารสาร TIME ขนานนามว่าเป็นบล็อกเกอร์ด้านภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในอเมริกา รอมม์เคยเป็นรองปลัดกระทรวงพลังงานผู้รับผิดชอบนโยบายด้านประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและพลังงานทดแทนสมัยประธานาธิบดีคลินตัน ปัจจุบันรอมม์เขียนบล็อกอย่างสม่ำเสมอนอกเหนือจากงานประจำที่สถาบันวิจัยชื่อ American Progress

บทวิพากษ์สุนทรพจน์เกตส์ของรอมม์มีแง่มุมที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะวิธีที่เขาชี้ให้เห็นว่า การทุ่มเทพลังงานให้กับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถสร้าง “อภินิหารพลังงาน” (energy miracles) ให้เราหลุดออกจากภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แทนที่จะทุ่มเททรัพยากรให้กับการใช้เทคโนโลยีปัจจุบันไปด้วย เป็นกลยุทธ์ที่ บิล เกตส์ และอีกหลายคน “ให้ค่า” มากเกินไป และจะนำเราไปสู่หายนะถ้าไม่เปลี่ยนความคิดใหม่
วันนี้ผู้เขียนจะสรุปความคิดของรอมม์มาเล่าสู่กันฟัง ท่านใดที่สนใจสามารถอ่านบทวิพากษ์ฉบับเต็มของรอมม์ได้ที่ http://climateprogress.org/2010/02/14/bill-gates-ted-speech-innovation-e...
ก่อนอื่น รอมม์บอกว่าเขาดีใจที่บิล เกตส์ ยอมรับว่าภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นอันตราย และเห็นตรงกันกับเขาว่าตัวเลข “กรณีที่แย่ที่สุด” ของ IPCC นั้นอาจยังไม่แย่ที่สุด และเกตส์ก็ไม่โจมตีวิธีแก้ไขอื่นๆ ที่หลายคนรณรงค์ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และพลังงานทดแทน แบบที่เขาเคยโจมตีในอดีต เกตส์ตั้งข้อสังเกตว่า “เราต้องใช้แรงจูงใจทางตลาด” นั่นคือ ต้องกำหนดราคาคาร์บอน ไม่ว่าจะในรูปของ cap-and-trade หรือภาษีพลังงาน
ในมุมมองของรอมม์ ส่วนที่เหลือของสุนทรพจน์บิล เกตส์ นั้นมีส่วนแย่มากกว่าดี เกตส์ยอมรับว่าเราเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานได้ 3-6 เท่า แต่ไม่ยอมรับว่าจะต้องลงมือใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นอย่างรวดเร็วและเชิงรุกมากๆ เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นจริง เกตส์บอกว่าเขามองเห็น 4 กลยุทธ์ที่เราควรขยายขนาด ได้แก่ เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน, พลังงานนิวเคลียร์, พลังงานลม, และพลังงานแสงอาทิตย์ (รวมพลังความร้อนใต้พิภพ) แต่เขาใช้เวลาพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์น้อยที่สุด ชี้ให้เห็นข้อกังขาเกี่ยวกับพลังงานทดแทน (ประเด็นการส่งและกักเก็บพลังงาน)
สิ่งที่เกตส์เน้นมากที่สุดคือ ความคิดที่ว่า “เราจำเป็นจะต้องมี ‘อภินิหารพลังงาน’” (energy miracles) ซึ่งเขาไม่ได้หมายถึงสิ่งมหัศจรรย์ที่ดูเป็นไปไม่ได้ แต่หมายถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมสูงและต้นทุนต่ำที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้มหาศาล ไม่ต่างจากที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลปฏิวัติวิถีชีวิตมนุษย์มาแล้วในศตวรรษที่ 20
รอมม์บอกว่าเกตส์ไม่ได้ดูแคลนการลงมือแก้ไขปัญหาวันนี้ แต่พูดว่าการทำอย่างนั้นอาจ “ไม่สำคัญเท่ากับ” การเร่งคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งรอมม์ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เขาบอกว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้พลังงานปลอดคาร์บอนมีราคาถูกลง คือการลงมือใช้เทคโนโลยีที่เรามีอยู่แล้วในวันนี้ ไม่ต้องรอให้ใครคิดค้นนวัตกรรมก่อน
คำถามคือ มีโอกาสแค่ไหนที่ในอีก 20 ปี เราจะมีเทคโนโลยีปลอดคาร์บอนหลายตัว (4-8 ตัว) ที่วันนี้เราไม่มี เทคโนโลยีที่จะสามารถส่งพลังงานเทียบเท่า 350 กิกะวัตต์ (ประมาณ 2,800 ล้านเมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี) และ/หรือเทียบเท่าน้ำมันเชื้อเพลิง 160,000 ล้านแกลลอน ภายในปี ค.ศ. 2050 รอมม์บอกว่าคำตอบคือน้อยมากหรือศูนย์ ช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมาปรากฏแล้วว่าไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถทำได้ขนาดนี้ แม้ว่ารัฐบาลทั่วโลกจะทุ่มทุนวิจัยและพัฒนามหาศาล แม้แต่ไฮโดรเจน ซึ่งทั้งรัฐและเอกชนทุ่มเงินวิจัยไปหลายพันล้านเหรียญในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเป็นทางออกของปัญหาภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้
รอมม์อธิบายว่า การทำให้ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเข้าสู่เสถียรภาพที่ 450 ppm นั้น แปลว่าเราจะต้องลงมือใช้กลยุทธ์สร้างเสถียรภาพ (stabilization wedge) จำนวน 12-14 กลยุทธ์ แต่ละกลยุทธ์ลดคาร์บอนได้ 1 พันล้านตัน ทั้งกลยุทธ์ประเภทปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และนำส่งพลังงานปลอดคาร์บอน รอมม์ยืนยันว่าเทคโนโลยีที่
เรามีอยู่ในปัจจุบัน เช่น ไฟฟ้าจากความร้อน พลังแสงอาทิตย์ และรถยนต์ไฮบริดนั้น เพียงพอแล้วที่จะนำส่งพลังงานปลอดคาร์บอน ส่วนการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงานนั้นก็มีเทคโนโลยีมากมายที่คุ้มค่าและราคาไม่แพง
ปัญหาใหญ่ของกลยุทธ์ “รออภินิหารพลังงาน” ในมุมมองของรอมม์คือ คนที่รณรงค์แนวคิดนี้อย่างเกตส์มักจะลืมคิดว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นต้องใช้เวลานานมากกว่าจะประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง ไม่มีทางที่เทคโนโลยี “อภินิหารพลังงาน” จะอุบัติขึ้นได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำตั้งแต่ต้น เพราะต้องใช้เวลาในการขยายขนาดจนถึงจุดที่ลดต้นทุนได้ ตามความต้องการเทคโนโลยีที่จะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นตามเวลา
พูดง่ายๆ คือ เทคโนโลยีอะไรก็แล้วแต่ ถ้าจะให้ได้ผลจริงก็ต้องมีคนนิยมใช้มาก คือไม่น้อยกว่า 5-10% ของตลาดพลังงานทั่วโลก แต่ก่อนที่คนจะนิยมใช้มาก ผู้ผลิตก็ต้องใช้เวลา “แปลง” เทคโนโลยีให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้ในเชิงพาณิชย์ เอาชนะเทคโนโลยีอื่น ใช้ทักษะด้านการตลาด ฯลฯ ซึ่งรอมม์บอกว่าเราไม่มีเวลานานขนาดนั้นถ้าจะรอเทคโนโลยีใหม่เอี่ยม
รอมม์ยกตัวอย่างว่า ไม่มีเทคโนโลยีใด ไม่ว่าที่เกิดแล้วหรือยังไม่เกิด ที่จะสู้ราคาพลังงานจากโรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน (ตัวการสำคัญในการปล่อยคาร์บอน) ที่ตั้งมานานแล้วได้ วิธีเดียวที่จะจัดการกับโรงไฟฟ้าเหล่านี้ได้คือ ตั้งราคาคาร์บอนให้สูง หรือไม่ก็ให้รัฐบังคับปิดกิจการ และด้วยเหตุนี้ รอมม์จึงบอกว่ากลยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ พยายามไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินขึ้นมาอีก
การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเป็นตัวอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีที่ตั้งอยู่บนองค์ความรู้ที่สะสมมานานในหลายสาขา เทคโนโลยีสร้างกังหันลมนั้นคิดค้นไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากและจำเป็นต้องใช้เวลามากคือกระบวนการเรียนรู้ผ่าน “เส้นประสบการณ์” (experience curve) ที่สูงชัน เช่น วิธีเลือกพื้นที่ติดตั้ง วิธีประยุกต์กังหันให้เข้ากับพื้นที่ วิธีบำรุงรักษา และการบริหารจัดการพลังงาน
เส้นประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกเราได้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเท่าไรในการสร้างเทคโนโลยีให้แข่งขันได้ แต่คาดการณ์ไม่ได้ว่าการใช้เทคโนโลยีนั้นจะได้รับความนิยมจนคืนทุนได้เมื่อใด รอมม์ย้ำว่าระยะเวลาคืนทุนนั้นจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความเร็วในการลงมือใช้เทคโนโลยี ซึ่งนโยบายภาครัฐมีบทบาทสำคัญ รอมม์นิยาม “การลงทุนเพื่อเรียนรู้” (learning investment) ว่าหมายถึงการลงทุนที่จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีลดต้นทุนของเทคโนโลยีให้ถึงจุดคุ้มทุน เพื่อปิดช่องว่างระหว่างราคาปัจจุบันกับราคาคุ้มทุน ด้วยการแปลงเทคโนโลยีเป็นผลิตภัณฑ์และวางขายในตลาด
รอมม์บอกว่า เราไม่มีเวลาแล้วที่จะทุ่มเงินให้กับการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่และรอ “อภินิหารพลังงาน” ที่เกตส์เรียกร้อง เขาบอกว่าการลงทุนเพื่อเรียนรู้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำให้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถวางตลาดและได้รับความนิยมสูงจนแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้จริง ถ้ารัฐบาลทั่วโลกกระตุ้นและสนับสนุนด้านนี้อย่างจริงจัง เราก็จะมีแนวโน้มว่าจะแก้ปัญหาได้ทันปี 2050
