นักสืบเศรษฐศาสตร์กับมาบตาพุด

คุยข่าวสีเขียว

นักสืบเศรษฐศาสตร์กับมาบตาพุด

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

15 ต.ค. 2552

วันนี้ขอตัดตอนมุมมองต่อสีเขียว ใน The Uncover Economist ของทิม ฮาร์ฟอร์ด ที่แปลเป็นไทยในชื่อ “นักสืบเศรษฐศาสตร์” ของสำนักพิมพ์มติชน มาให้อ่านเพื่อให้นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคันหัวใจเล่นและเปิดโลกทรรศน์ว่านักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเขาคิดอย่างไง

คุณทิมเขาบอกว่าข้ออ้างว่าการค้าสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมนั้นไม่มีมูล ขาดเหตุผล และพยานหลักฐาน

เขาบอกว่ากฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ต้นทุนสำคัญในการผลิต ขนาดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของสหรัฐอเมริกายังทำให้บริษัทที่สร้างมลพิษมากที่สุดจ่ายเงินแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนทฤษฎี “การแข่งขันไปสู่จุดต่ำสุด” ที่ว่ารัฐบาลทั่วโลกจะแข่งขันกันลดภาษี กดค่าแรงงาน ออกกฎหมายเอื้อประโยชน์นักลงทุน และต้นทุนอื่นๆ เพื่อดึงดูดการลงทุน ก็เป็นแค่เพียงทฤษฎี เพราะในโลกความเป็นจริงนักลงทุนนิยมลงทุนอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษในประเทศพัฒนาแล้วมากกว่าประเทศยากจน ดังนั้นการลงทุนของต่างชาติที่ขยายตัวมากที่สุดในสหรัฐฯ คือการลงทุนในธุรกิจที่ก่อมลพิษสูง แต่นักลงทุนอเมริกันกลับไปลงทุนอุตสาหกรรมสะอาดไปทั่วโลก...ฟังดูเหมือนนักบุญหรือฮีโร่ที่รับเอาสิ่งเลวร้ายไว้กับตัวเอง ส่งสิ่งดีๆ ให้เพื่อนบ้าน

เหมือนจะรู้ว่าเป็นความเห็นที่คนอ่านต้องเลิกคิ้วสูงแน่ๆ คุณทิมเลยยกตัวอย่างสุดโต่งมาให้ดูว่า เสื้อผ้า ของเล่น และกาแฟ ที่ผลิตในประเทศกำลังพัฒนาก่อมลพิษนิดเดียว และคงไม่มีนักลงทุนเสียสติคนไหนไปลงทุนสร้างโรงงานเคมีในเอธิโอเปียเพื่อประหยัดค่าสิ่งแวดล้อมไม่กี่ตังค์...เลยมุ่งหน้ามาที่มาบตาพุด ไทยแลนด์สวรรค์ของนักลงทุนต่างชาติแทน

นักเศรษฐศาสตร์เขาเชี่ยวชาญเรื่องตัวเลขและสถิติ คุณทิมจึงหยิบยกมาให้ดูว่าในปีค.ศ. 1987 ซึ่งมีการลงทุนจากต่างชาติไม่กี่พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ปริมาณฝุ่นละอองในเมืองจีนสูงถึงเกือบ 500 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในปี ค.ศ. 1995 การลงทุนจากต่างชาติสูงถึงเกือบสี่หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ปริมาณฝุ่นละอองในอากาศลดลงเหลือแค่ประมาณ 300 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเท่านั้น...เป็นการเล่นกับคณิตศาสตร์แบบบัญญัติไตรยางค์ง่ายๆ และเหมารวมว่ามลพิษที่ลดลงเกิดจากอานิสงค์การลงทุนต่างชาติ โดยคนจีนกว่าพันล้านคนคิดเองไม่ได้ว่าเขาต้องกำหนดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อคุณภาพชีวิตของเขาเอง

ความเห็นต่อไปน่าจะคันหัวใจนักอนุรักษ์ที่กำลังรณรงค์ให้ใช้สินค้าในท้องถิ่นเพื่อลดการขนส่งทางอากาศซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล ทิมบอกว่าการขนส่งสินค้าข้ามประเทศไม่ได้สร้างความเสียหายให้สิ่งแวดล้อมมากไปกว่าการขนส่งสินค้าประเภทอื่น การขนส่งเครื่องเล่นซีดีจากท่าเรือโอซาก้าไปท่าเรือลอสแอนเจลิสยังน้อยกว่าต้นทุนจากท่าเรือลอสแอนเจลิสข้ามไปท่าอริโซน่า ส่วนต้นทุนของคนที่ขับรถส่วนตัวไปที่ซื้อเครื่องเล่นซีดีที่ร้านเบสต์บายยังมากกว่าค่าขนส่งเครื่องไปที่ร้านเสียอีก...มันจะไม่เห็นภาพชัดกว่าและให้ผลตรงกันข้ามกับตัวอย่างแรกหรือถ้าจะยกตัวอย่างเรื่องการกินกีวีจากออสเตรเลียกับแอปเปิ้ลแถวบ้านคุณ

ขออีกหนึ่งตัวอย่างคันหัวใจก่อนจะหมดพื้นที่เขียนค่ะ เขาบอกว่าถ้าก่อนพูดว่าการค้าทำให้คนอยู่ดีกินดี ใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย ทำลายสิ่งแวดล้อมนั้น ขอให้คิดดูให้ดีก่อนนะ เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทำให้คนเสียชีวิตมากที่สุดในปัจจุบันและอนาคตไม่ใช่โลกร้อน แต่เป็นปัญหาของคนยากจน เช่น ควันไฟจากการหุงต้มอาหารภายในบ้านอาจทำให้ตาบอดและเป็นโรคทางเดินหายใจ และปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ซึ่งปัญหาเหล่านี้การค้าช่วยได้ ส่วนมลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์นั้นจะเพิ่มขึ้นเมื่อคนรวยขึ้น และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระยะหนึ่ง แล้วจะลดความรุนแรงลงเมื่อคนมีรายได้ต่อหัวระดับ 5,000 เหรียญแล้ว (ในปี 2550 ประเทศไทยมีรายได้ต่อหัวต่อปีประมาณ 2,700 เหรียญ) เพราะเมื่อร่ำรวยแล้วคนพวกนี้ก็จะเอาเงินไปยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม ... ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงต้องรอให้คนไทยรวยกว่านี้อีกเท่าตัว มองอีกมุมหนึ่ง คนไทยต้องทนกับภาวะมลพิษที่มากกว่าทุกวันนี้ไปอีกเท่าหนึ่ง แล้วมันจะค่อยๆ ลดลงไปเองตามสัดส่วนความรวยของคนไทย

เขาบอกอีกว่าแม้ประชาชนจะมีรายได้ต่อหัวถึงระดับ 5,000 เหรียญ แต่มีความเป็นไปได้ว่าประเทศร่ำรวยในโลกใกล้จะถึงจุดอิ่มตัวในการใช้พลังงานต่อคนแล้ว เขาคิดว่าเมื่อทุกคนมีบ้านหลังมหึมาติดแอร์เย็นฉ่ำทั้งหลังอีกรถอีกคนละสองคันแล้ว เขานึกไม่ออกมนุษย์ยังต้องการพลังงานไปทำอะไรกันอีก...อย่างนี้ต้องมาถามคนไทย

ทิมสรุปว่าเขาอุตส่าห์แสดงทฤษฎีมาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้ายังดันทุรังยืนยันว่าการค้าทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน ทางออกมีอยู่ทางเดียวคือเลิกทำมาค้าขายไปเสียเลย คนจีน คนอินเดีย คนแอฟริกันจะได้จมปลักอยู่กับความยากจนต่อไป...ฟังดูคุ้นๆ ว่าเป็นแนวเดียวกับคำประกาศอหังการว่าคุณจะอยู่ข้างจอร์ช บุช หรืออยู่ข้างผู้ก่อการร้ายฮึ?...นั่นเป็นแค่คำประชดประชันของเขาค่ะ เขาเสนอทางออกว่าการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมทำได้ด้วยการไม่กีดกันการค้า ซึ่งก็คือการเปิดการค้าเสรีแบบสมบูรณ์แบบนั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นไปตามทฤฏษีแล้วสังคมและสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้จะสมบูรณ์แบบและสวยงาม

เรื่องทฤษฎีกับโลกแห่งความเป็นจริงเช่นนี้พูดอย่างไรก็ไม่จบ ความจริงในโลกพัฒนาแล้วที่ทิม ฮาร์ฟอร์ดยกตัวอย่างให้ดูจะเป็นจริงหรือไม่อย่างไรไม่ทราบ แต่ประจักษ์พยานที่เห็นโต้งๆ ในบ้านเรานั้นมันตรงกันข้าม ไม่เช่นนั้นศาลปกครองจังหวัดระยองคงไม่สั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษเป็นแน่

ที่เศร้าใจและสับสนก็ตรงที่ทันทีที่ศาลปกครองกลางสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับกิจกรรมใดๆ ในโครงการใหม่ 76 โครงการ ท่านนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งสวมหมวกประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก็เต้นผางออกโรงให้อัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ส่วนหอการค้า สภาอุตสาหกรรม ปตท. และพวกนักอุตสาหกรรมการค้าอื่นๆ ก็ออกมาเต้นและร้องเพลงประสานเสียงเป็นเพลงเดียวกันว่า “ทำลายความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ” โดยยกตัวเลขมาขู่ว่า งานบิ๊กๆ เช่นนี้ใช้เงินลงทุน 288,097 ล้านบาท สร้างรายได้ให้ประเทศไทย 262,239 ล้านบาทต่อปี มีการจ้างงานรวม 9,829 คนเชียวนา...แต่ไม่เห็นแจงตัวเลขหรือพูดสักคำว่าโครงการนี้จะ “ทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนไทย” สักกี่มากน้อย

แสดงว่ามนตราว่าด้วยการค้าเสรี ให้รวยก่อนแล้วสิ่งแวดล้อมจะดีขึ้นของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอย่างที่คุณทิม ฮาร์ฟอร์ดเขาร่ายไว้ข้างต้นช่างขลังยิ่งนัก

การต่อสู้ครั้งนี้มีความสำคัญที่ทั้งต่อฝ่ายพ่อค้าและนักสิ่งแวดล้อม-ชาวบ้านมาบตาพุดชนิดที่ต้องใช้กำลังภายในทุกรูขุมขนเลยทีเดียว เพราะผลการตัดสินครั้งนี้จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ทั้งในเชิงสังคมและเชิงกฎหมาย เป็นต้นว่าถ้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมแพ้ ก็หมายความว่า ต่อให้โลกกำลังละลาย คนกำลังจะตายเพราะมลพิษ และรู้ว่าใครคือฆาตกร ก็ปล่อยให้ดำเนินไป เพราะบ้านนี้เมืองนี้เขายึดทฤษฎีเงินมาก่อน แล้วสิ่งแวดล้อมจะตามมาเองโดยอัตโนมัติ
 

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย