ความเป็นมาของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

ในช่วงปี 2536 เป็นต้นมา  สื่อต่างๆ ให้ความสนใจในข่าวสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  โดยสื่อแต่ละแห่งมีทีมข่าวสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเฉพาะ  และมีพื้นที่ค่อนข่างแน่นอน  และข่าวสิ่งแวดล้อมมีบทบาทค่อนข้างมากในยุคนั้น  จึงเกิดแนวคิดว่า  การทำข่าวสิ่งแวดล้อมควรมีการร่วมมือกันระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเอง  เพื่อให้ข่าวได้รับการนำเสนออย่างหลากหลาย  และสามารถผลักดันให้เกิดผลกระทบต่อสังคมจริง  เพื่อให้เกิดความตระหนักและการป้องกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งยังเป็นการเสริมศักยภาพของนักข่าวสิ่งแวดล้อมให้สามารถทำข่าวสิ่งแวด ล้อมได้ลึกซึ้งและรอบด้านมากขึ้น

ปี 2537 สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย (ปัจจุบันเป็น สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย) จึงได้เป็นตัวกลางประสานงานกับผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อมในสื่อต่าง ๆ เพื่อหาแนวทางจัดตั้งเครือข่ายผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อม โดยมีองค์กร PACT [PRIVATE AGENCY COLLABORATION IN THAILAND] จากต่างประเทศสนับสนุนงบประมาณ

วันที่ 4 – 6 พฤศจิกายน 2537  สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย จัดการสัมมนาเชิงปฎิบัติการสำหรับนักข่าวสิ่งแวดล้อม  ที่จังหวัดกาญจนบุรี  โดยมีวัตถุประสงค์หลักสองประการ คือ เพื่อเพิ่มพูนทักษะการทำข่าวสิ่งแวดล้อมแก่ผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อมและผู้ สื่อข่าวสายอื่น ๆ  ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในการมีเครือข่ายนักข่าวสายสิ่งแวดล้อม

การประชุมระดมความคิดเห็นในเรื่องการก่อตั้งองค์กรของนักข่าวสิ่งแวดล้อมใน ครั้งนั้น  สามารถสรุปถึงความจำเป็นในการรวมตัวเป็นเครือข่ายนักข่าวสิ่งแวดล้อมว่าจะมี ประโยชน์ดังต่อไปนี้

    1.  เพื่อช่วยเหลือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน  เนื่องจากทุกคนยอมรับว่าการทำข่าวสิ่งแวดล้อม มีความซับซ้อนกว่าข่าวประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะการมีข้อมูลทางวิชาการเข้ามาเกี่ยวข้อง  และความรู้ความเข้าใจในข่าวสายอื่น ๆ โดยเฉาะการเมืองและเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง
    2. เพื่อให้ข่าวสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจจากบรรณาธิการผู้ตัดสินใจเลือกข่าว มากขึ้น ทั้งนี้เพราะหากช่วยกันเสนอข่าวที่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมาก ๆในสื่อที่หลากหลาย ข่าวสิ่งแวดล้อมจะได้รับความสนใจมากขึ้น
    3.    การรวมตัวกันเป็นกลุ่มน่าจะทำให้เพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงข้อมูลและแหล่งข่าวได้ดีขึ้น
    4. เพื่อเป็นเวทีกลางให้ผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อม ได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งอาจจะนำไปสู่การคิดประเด็นข่าวใหม่ ๆ
    5. เพื่อให้เป็นเวทีกลางในการติดต่อกับแหล่งข่าว โดยเฉพาะในด้านการให้ข้อมูลความรู้ เพื่อเสริมความเข้าใจในข่าวที่กำลังอยู่ในความสนใจ
   
หลังจากนั้น จึงเริ่มมีกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการประชุม เสวนา สัมมนา โดยมีแกนนำจัดตั้งชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดำเนินการ เช่น จัดเสวนาเรื่องนโยบายสิ่งแวดล้อมในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 การอภิปรายเกี่ยวกับโครงการแก่งเสือเต้น ฯลฯ

วันที่ 8 มีนาคม 2538 ได้มีการประชุมประเมินผลการทำงานของชมรมฯ ในรอบหนึ่งปี รวมทั้งกำหนดทิศทางในการดำเนินกิจกรรมในปีต่อไป ที่ประชุมตกลงตั้งคณะกรรมการประสานงานกิจกรรมชั่วคราว ทำหน้าที่กำหนดแผนการดำเนินงาน กิจกรรมและงบประมาณ เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกชมรมฯ

ต่อมาคณะกรรมการประสานงานกิจกรรมชั่วคราว จัดการประชุมใหญ่สัมมนาการประจำปีของชมรมฯ เมื่อวันที่ 27- 29 เมษายน 2539 ณ อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในลักษณะประชุมเชิงปฏิบัติการ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนการดำเนินงานที่ผ่านมาของชมรมฯและกำหนดเป้าหมาย การทำงานของชมรมอีกครั้ง การสัมมนาดังกล่าวสรุปได้ว่า ให้ชมรมดำเนินการต่อไปตามวัตถุประสงค์เดิม และให้มีคณะกรรมการประสานงานของชมรม

คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้จัดกิจกรรมเสวนา เพื่อเป็นเวทีให้ผู้สื่อข่าวสิ่งแวดล้อมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับแหล่งข่าว หลายครั้งด้วยกัน เช่น เรื่ององค์การค้าโลกกับสิ่งแวดล้อม เรื่องการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมกับฐานทรัพยากรไทย และการเปิดเวทีให้ผู้แทนพรรคการเมืองมาแถลงนโยบายสิ่งแวดล้อมก่อนการลงเลือก ตั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้น

อย่างไรก็ตามในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ  ข่าวสิ่งแวดล้อมและนักข่าวสิ่งแวดล้อมต้องประสบปัญหาการลดพื้นที่และต้นทุน ในการทำข่าว  ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมก็ได้รับความกระทบกระเทือนในแง่ของการเข้ามามีส่วน ร่วมของสมาชิก  แต่ก็ยังคงดำเนินงานเรื่อยมา

ต่อมาในปี 2540 ที่ประชุมใหญ่ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม  ได้เชิญนายวสันต์ เตชะวงศ์ธรรม บรรณาธิการข่าวสิ่งแวดล้อมและชุมชนเมือง  หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์  เป็นประธาน  และมีกรรมการจากสื่อต่าง ๆ อีก 6 คน มีนักวิชาการและนักข่าวอาวุโสในระดับบรรณาธิการเป็นที่ปรึกษาอีก 6 คน ดำเนินกิจกรรมของชมรมตามวัตถุประสงค์ในการพยามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสิ่งแวด ล้อม  เสริมศักยภาพนักข่าวสิ่งแวดล้อม  และสร้างเครือข่ายให้กว้างขวางมากขึ้น  โดยได้รื้อฟื้นโครงการจัดทำจุลสารพิราบเขียว  ซึ่งเป็นจุลสารเผยแพร่ข่าวสารสิ่งแวดล้อมขึ้นมาใหม่  ให้สามารถตีพิมพ์ได้ทุกเดือน  และได้เริ่มดำเนินโครงการจัดทำหนังสือ “เมื่อปลาจะกินดาว”  ซึ่งเป็นรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมประจำปี  โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม  ต่อเนื่องมาทุกปี  รวมทั้งยังคงดำเนินกิจกรรมเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง  คือจัดเวทีสัมมนาเพื่อให้นักข่าวสามารถเข้าถึงแหล่งข้าวและข้อมูล  เมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญ ๆ ขึ้น

การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2546 ที่อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง จ.เชียงใหม่ คณะกรรมการได้เชิญนายวันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์  บรรณาธิการบริหารหนังสือสารคดี  ขึ้นเป็นประธานแทนนายวสันต์  เตชะวงศ์ธรรมที่หมดวาระลง  พร้อมเลือกคณะกรรมการและที่ปรึกษาชุดใหม่  โดยเน้นนโยบายที่การเสริมศักยภาพนักข่าวสิ่งแวดล้อมให้สามารถรายงานข่าวเชิง สืบสวนได้มากขึ้น  และเน้นการสร้างเครือข่ายนักข่าวให้ขยายวงกว้างขึ้นไปยังนักข่าวในภูมิภาค และนิสิตนักศึกษาในสายสื่อสารมวลชน

ปัจจุบันชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมมีคณะกรรมการบริหารทั้งหมด 11 ท่าน และมีคณะกรรมการที่ปรึกษาที่ปรึกษา 8 ท่าน โดยจะมีการจัดประชุมคณะกรรมการบริหารชมรมฯเดือนละครั้งเพื่อให้การดำเนินงาน ของชมรมฯเป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้
 

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย