1 ปี กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ : รัก..ไม่รัก..รัก..ไม่รัก..?
เรื่อง กุลธิดา สามะพุทธิ / บางกอกโพสต์
ภาพ www.pochnews.com
จาก “อ้อมกอดประวัติศาสตร์” ของอภิสิทธิ์-เนวิน เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2551 นำมาสู่การลงมติเลือกให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ด้วยคะแนนส่วนใหญ่ 235 เสียงในสภา
ถึงวันนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาครบหนึ่งปีแล้ว คำถามทีเล่นทีจริง กึ่งยิงกึ่งผ่าน ประจำฉบับนี้ คือ เราจะรักหรือไม่รักเขาดี ?
อย่าตอบคำถามนี้แค่เพียงดูแค่หน้าตาและรอยยิ้มของนายกรัฐมนตรีหนุ่มวัย 46 ปี และอย่าฟังแค่เพียงลีลาการพูดที่ฉะฉานมาดมั่นของท่านผู้นำ ขึ้นชื่อว่าเป็นชาว พิราบเขียว แล้ว จะรักหรือไม่รักใคร ต้องดูที่ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมบวกกับแนวทางในการแก้ปัญหาของประชาชนเท่านั้น !
นั่งหลับตา ย้อนเวลาไปหนึ่งปี สองสัปดาห์แรกหลังรับตำแหน่ง เราจะเห็นแต่นายกฯ มือใหม่หัวใจปชป. วิ่งไล่จับกับเสื้อแดงเหมือนการ์ตูนทอมกับเจอร์รี่ ฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดเห็นจะเป็นวันที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาวันที่ 29 ธันวาคมเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาล บีบให้นายอภิสิทธิ์และพวกจำใจย้ายไปแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศแทน...
ขึ้นปีใหม่มีไฟไหม้ซานติก้าผับรับปี 52 นายกฯ กำชับให้เร่งรัดเอาผิดผู้กระทำผิดตามฟอร์ม จากนั้นก็เข้าสู่การเลือกตั้งผู้ว่ากทม. มกราคม-กุมภาพันธ์เขาเริ่มเดินสายเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้านตามธรรมเนียม พร้อมกับเริ่มเตรียมการประชุม Asean Summit ซึ่งวางแผนไว้ว่าจะจัดประชุมในเดือนเมษายน 2552
สองเดือนผ่านไป ชาวพิราบเขียว นั่งกุมขมับ เพราะไม่มีข้อมูลมากพอที่จะวัดฝีมือด้านสิ่งแวดล้อม
ย่างเข้าเดือนสาม บททดสอบชิ้นสำคัญของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มาถึง เมื่อศาลปกครองระยองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ1 โดยให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับตั้งแต่วันพิพากษา
ความจริง ปัญหาผลกระทบจากอุตสาหกรรมที่มาบตาพุดและพื้นที่ข้างเคียงนั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่ยืดเยื้อมายาวนานแล้ว และการฟ้องร้องขอให้ศาลสั่งให้กก.วล.ประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษก็เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550
จะเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายก็ตาม ภาระการตัดสินใจว่าจะทำตามที่ศาลปกครองสั่งหรือจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาตกอยู่ที่นายกฯ อภิสิทธิ์แล้ว และผู้สันทัดกรณีต่างก็มองว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญว่าอภิสิทธิ์ให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนมากน้อยแค่ไหน
รัฐบาลไม่ปล่อยให้ลุ้นกันนานเกินรอ เพียงแค่สองสัปดาห์หลังคำพิพากษา กก.วล. ซึ่งมีนายกฯ อภิสิทธิ์เป็นประธานก็มีมติว่าจะไม่ยื่นอุทธรณ์ท่ามกลางความฮึดฮัดอึดอัดใจของภาคอุตสาหกรรมที่ตั้งท่าจะฟ้องกก.วล.ในฐานะไม่อุทธรณ์ตามหน้าที่ แต่สำหรับขบวนการสิ่งแวดล้อมและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรม—แน่นอนว่างานนี้อภิสิทธิ์ได้ 10/10
โชว์ผลงานเรื่องมาบตาพุดเสร็จ นายกฯ ก็ได้เวลาไปรับมือกับกลุ่มนปช. (เสื้อแดง) อีกรอบ เริ่มจากการชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่บ้านป๋าเปรมตอนต้นเดือนเมษายน, ตามด้วยการประชุมอาเซียนซัมมิทที่พัทยาที่ถูกเลื่อนออกไปเพราะกลุ่มเสื้อแดงบุกสถานที่ประชุม, ตามมาด้วยสงกรานต์ที่กลายเป็นสงครามกลางเมือง ต่อด้วยสนธิ ลิ้มทองกุลถูกลอบสังหาร
พฤษภาคม นายกฯ เจอศึกไข้หวัด 2009 เมื่อกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่ามีคนไทยเสียชีวิตจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ H1N1 ซึ่งระบาดไปทั่วโลก แต่อภิสิทธิ์ยังรับมือกับเรื่องนี้ไม่ดีนัก ดูเหมือนเขาจะปล่อยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเล่นบทนำเสียมากกว่า (ซึ่งก็เล่นได้ไม่ดีอีกต่างหาก) ถ้าเทียบกับสมัยที่ไข้หวัดนกระบาดเป็นครั้งแรกในเมืองไทยเมื่อปี 2547 แล้ว บอกได้ว่ารัฐบาลชุดนั้น (ทักษิณ ชินวัตร) บู๊กว่ากันเยอะเลย อาจเป็นเพราะอภิสิทธิ์ยังไม่หายเหนื่อยจากอาเซียนซัมมิทล่มกับสงกรานต์เดือดก็เป็นได้
แต่สิ่งที่น่าประทับใจในการทำงานด้านสาธารณสุขของนายกฯ คนนี้ที่สมควรบันทึกเอาไว้ก็คือ เขาเป็นประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเองแทนที่จะมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนเหมือนที่ผ่านๆ มา และยังเข้าประชุมเกือบทุกครั้งอีกด้วย
มิถุนายน, กรกฎาคม, สิงหาคม นายกฯ ไม่มีกิจกรรมอะไรโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมให้พิจารณา ซึ่งทำให้อดคิดถึงรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้ว่าทำไมนายสุวิทย์ คุณกิตติไม่หางาน หรือ “ชงเรื่อง” ให้ท่านนายกฯ ได้มีผลงานบ้าง
ปลายเดือนกันยายน ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดการเจรจาโลกร้อน Bangkok Climate Change Talks 2009 ซึ่งเป็นการประชุมย่อยของสมาชิกภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อร่วมกันร่างข้อตกลงใหม่ที่จะมาแทนพิธีสารเกียวโตซึ่งจะหมดอายุลงในปี 2555
งานนี้นายกฯ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์สั้นๆ ในพิธีเปิดการประชุม ถึงแม้ว่าการที่เขาไปปรากฏตัวจะดีตรงที่แสดงถึงการให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว แต่ประเด็นที่อภิสิทธิ์กล่าวในการเปิดประชุมนั้นออกจะเรียบๆ เชยๆ ไม่มีอะไรน่าประทับใจ โดยนายกรัฐมนตรีของไทยเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ยึดหลักการความรับผิดชอบร่วมในระดับที่แตกต่าง (Common but Differentiated Responsibilities) พร้อมกับสัญญาว่าจะทำทุกวิถีทางให้การเจรจาโลกร้อนที่กรุงเทพฯ นั้นนำไปสู่ความสำเร็จในเวทีประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน (7-18 ธันวาคม 2552)
งานนี้ พิราบเขียว ที่ไปทำข่าวการประชุมแอบผิดหวังเล็กน้อย แต่จะว่าไปงานนี้ก็ยังดีกว่าการเป็นเจ้าภาพการประชุมเจรจาโลกร้อนที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2551 ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นส่งรองนายกฯ คู่ใจนายสหัส บัณฑิตกุล มาเป็นประธานในวันเปิดประชุม ซึ่งท่านรองฯ สหัสก็แสดงวิสัยทัศน์ด้วยการเชิญชวนบรรดานักเจรจาโลกร้อนไปเที่ยวภูเก็ตหน้าตาเฉย...
ช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการเจรจาโลกร้อนนี้ ประเด็นเรื่องมาบตาพุดก็ตามมาท้าทายอภิสิทธิ์อีกรอบ เนื่องจากศาลปกครองมีคำสั่งให้ชะลอโครงการอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุด 76 โครงการไว้ในระหว่างที่ศาลพิจารณาคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวระยองฟ้องร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในฐานะที่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ว่าด้วยการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ, การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน,และการขอความคิดเห็นจากองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม2
แต่คราวนี้อภิสิทธิ์รับมือกับคำสั่งของศาลปกครองแตกต่างไปจากเมื่อต้นปี ดูลุกลี้ลุกล้น “ไม่นิ่ง” อย่างไรชอบกล และคราวนี้ดูเหมือนว่าจะห่วงใยภาคเอกชนเป็นพิเศษ นายกฯ ทำงานกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดภายหลังศาลมีคำสั่ง จนนำมาสู่การเร่งรัดอนุมัติในหลักการร่างแก้ไขพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 เพื่อจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขาคิดว่าจะเป็นตัวปลดล็อคให้โครงการอุตสาหกรรมดำเนินการต่อไปได้
ปัญหาก็คือ แนวทางการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง ซึ่งต่อมาไม่นาน นายกฯ ก็ประกาศเงียบๆ ว่าจะชะลอร่างแก้ไขกฎหมายไว้ก่อน เพื่อเปิดทางให้ คณะกรรมการสี่ฝ่ายที่เขาตั้งให้นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ได้มีอิสระในการเสนอแนวทางเรื่องการตั้งองค์กรอิสระฯ อย่างเต็มที่
เอาเข้าจริง ต้องขอบคุณชาวบ้านและคนที่ทำงานเรื่องมาบตาพุด เพราะถ้าประเด็นมาบตาพุดไม่ร้อนระอุขึ้นในปีนี้ เราอาจจะรู้จักอภิสิทธิ์ได้น้อยกว่านี้ และยังอาจจะติดภาพเก่าๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกจะ “เลือดเย็น” กับขบวนการประชาชน สมัยที่สมัชชาคนจนมาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อปี 2538-2539 ตอนที่นายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรี
แม้ว่าอภิสิทธิ์จะยังดูห่างเหินกับภาคประชาชน แต่การทำงานในทำเนียบรัฐบาลของเขาในรอบปีที่ผ่านมาก็นับว่าได้วางรากฐานที่น่าจะเอื้อต่อการขับเคลื่อนของประชาชนและภาคประชาสังคมพอสมควร เช่น การผ่านระเบียบว่าด้วยการทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพของคณะกรรมการสุขภาพที่นายกฯ เป็นประธาน หรือ การประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ
สรุปเหตุการณ์มาให้ฟังทั้งปีแล้ว ถึงตรงนี้จึงขอลงท้ายแบบเชยๆ ว่า จะรักหรือไม่รักเขา ก็ตัดสินใจเอาเองแล้วกัน.
1 พื้นที่ที่ศาลปกครองพิพากษาให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ คือ ท้องที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดทั้งหมด รวมทั้งตำบลเนินพระ ตำบลมาบข่า และตำบลทับมา อำเภอเมืองระยอง ตลอดจนท้องที่ตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉางทั้งตำบลเป็นเขตควบคุมมลพิษ”
2ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ให้ 11 โครงการดำเนินการต่อไปได้ ส่วนอีก 65 โครงการให้ยังคงระงับไว้
