พิราบรำพึง
เรื่อง : หนวดแมว
นกพิราบกำลังจะถูกจับออกไปจากสนามหลวง ตามโครงการการปรับปรุงภูมิทัศน์สนามหลวง งานนี้ เล่นเอากลุ่มคนรักสัตว์ ออกมาค้อนขวับ และติดตามข่าววิธีจัดการนกพิราบทั้งหมดอย่างใกล้ชิด คนอีกกลุ่ม ที่ไม่พอใจเรื่องนี้ ก็คือ กลุ่มคนขายอาหารเลี้ยงนก ใครเคยผ่านไปแถวสนามหลวง ช่วงก่อนหน้านี้ ก็คงคุ้นเคยกันดี จนบางคนอาจเผลอคิดว่า นกพิราบและคนขายอาหารนก เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสนามหลวง อย่างแยกออกจากกันไม่ได้
การจับนกพิราบ จะลงเอยอย่างไร ประชากรพิราบจะหายไปจากสนามหลวงอย่างถาวรหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป เพราะนี่ ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีความพยายามกำจัดพวกมันออกไปจากพื้นที่นี้
ที่ผ่านมา นกพิราบ เป็นสัตว์ที่ถูกมองได้หลายมุม ทั้งแง่บวก และแง่ลบ
แง่บวก มันถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ทั้งนี้ สัญลักษณ์ดังกล่าว ไม่ใช่แค่ตัวนกพิราบอย่างเดียว ต้องประกอบด้วยกิ่งใบมะกอก อีกกิ่งหนึ่ง โดยสัญลักษณ์นี้ เป็นรูปนกพิราบคาบกิ่งมะกอก
ชาวคริสต์ถือว่านกพิราบเป็นวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า หากย้อนกลับไปดูที่ธรรมเนียมของชาวคริสเตียนโบราณทันทีที่เกิดการวิวาทบาดหมาง ระหว่างกัน ธรรมเนียมการประนีประนอม ที่ถือปฏิบัติ คือให้พระสังฆราชเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทนั้นๆ โดยท่านจะขึ้นนั่งบัลลังก์คาทีดรา (Cathedra) ซึ่งบนบัลลังก์นี้ มีรูปนกพิราบเกาะอยู่ เพราะ มันเป็นเครื่องหมายของวิญญาณพระเจ้าที่จะคอยดลใจ ให้พระสังฆราชตัดสินข้อพิพาทได้อย่างถูกต้อง
ส่วนกิ่งใบมะกอกนั้น เป็นสิ่งที่ คนกรีกโบราณ ใช้ในพิธีต่าง ๆ อยู่เสมอ เช่น นำมาทำเป็นมงกุฎสวมให้แก่ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งต่าง ๆ และถือเป็นเกียรติยศสูง ทั้งนี้ ยังถูกใช้ประกอบการมอบรางวัล แก่ผู้ที่ชนะในการเล่นกีฬาโอลิมปิกอีกด้วย นอกจากนี้ ยังถือกันว่า กิ่งใบมะกอกเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้แพ้ซึ่งจะขออ่อนน้อมเพื่อสันติภาพ ก็จะใช้ใบมะกอกเข่นเดียวกัน โดยจะถือไว้ในมือ เป็นสัญลักษณ์ที่บอกให้รู้แทนคำพูดว่า “ยอมแล้ว”
ชาวยุโรปที่นับถือศาสนาคริสต์ ใช้รูปนกพิราบคาบกิ่งใบมะกอก เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ หมายถึง พระเจ้าเป็นผู้นำสันติภาพมาให้อย่างแท้จริง
นอกจากที่กล่าวมา นกพิราบ ยังถูกใช้เป็น สัญลักษณ์ของการสื่อสาร ซึ่งในสมัยที่เทคโนโลยีการสื่อสาร ยังไม่ก้าวหน้าเหมือนในปัจจุบัน มีการใช้เป็นไปรษณีย์อย่างแพร่หลาย โดยวิธีนำข้อความ ผูกเข้ากับข้อเท้านก แล้วปล่อยให้บินไปหาจุดหมาย วิธีการก็คือ ฝึกพิราบสื่อสารให้เชื่องในกรงใดกรงหนึ่ง ขณะที่เจ้าของนก เดินทางไปไหน ใกล้-ไกล ก็ต้องกระเตงมันไปด้วย ถึงคราวที่ต้องใช้มันส่งจดหมายหรือข้อความ ก็ปล่อยมัน ให้บินกลับไปกรงเดิม โดยมันจะบินกลับไปที่เดิม จากความสามารถพิเศษในการบินตามสนามแม่เหล็กในอากาศ ทิศทางลม ดวงอาทิตย์และการฝึกฝนจนชินทาง
ฟังดูยุ่งยากกว่าโทรศัพท์มือถือ หรืออีเมล์หลายเท่านัก
ในแง่ลบ สำหรับนกชนิดนี้ ตามความรู้สึกของคนไทยนั้น เริ่มตั้งแต่ชื่อเรียกด้วยซ้ำไป “พิราบ” เป็นคำพ้องเสียง ที่มีความหมายเชิงลบอยู่ในตัว เพราะออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า “พิลาป” ซึ่งหมายถึง การคร่ำครวญ ร้องไห้
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่า บริเวณที่ มีนกชนิดนี้ ชุกชุม สิ่งที่ต้องคอยระวังอย่างยิ่งก็คือ เรื่องของเชื้อ Cryptococcus neoformans ที่อยู่ในมูลของพวกมัน เชื้อดังกล่าว สามารถทำให้เกิด โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ สูงถึง 9.09 % โรคนี้ ร้ายแรงถึงขนาด ทำให้สมองเสื่อม หรือกระทั่งพิการได้เลยทีเดียว
แง่ลบของนกพิราบ อีกเรื่องหนึ่ง ยังคงเป็นเรื่องของโรค เพราะทุกครั้งที่มีข่าวเรื่องการระบาดของไข้หวัดนก มันจะเป็นนกที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ
กลับไปที่ ฝูงพิราบสนามหลวง โปรดอย่าลืมว่าประชากรพวกมันนั้นมีนับหมื่นตัว จัดการกับนกจำนวนมากขนาดนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ล่าสุด ตามที่เป็นข่าว ปัญหาที่ชวนกุมขมับไม่น้อยก็คือ หลังจากจับแล้วจะนำไปปล่อยไว้ที่ไหน ดูเหมือนใครต่อใคร พากันรังเกียจสัญลักษณ์ ของสันติภาพกับการสื่อสารเสียเหลือเกิน
