พืชทะเล: ผู้กุมความลับในการป้องกันโลกร้อน

เรื่อง  ถิรนันท์ เลิศวิจิตรจรัส

ป่าโกงกาง ป่าพรุน้ำเค็ม และแหล่งหญ้าทะเล มีพื้นที่ครอบคลุมน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของโลกใต้ทะเล แต่สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของคาร์บอนทั้งหมดที่กักเก็บไว้ใต้ทะเล

มีรายงานว่า ระบบนิเวศเหล่านี้มีศักยภาพช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ โดยพวกมันจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศปีละ 2 ล้านตัน และสามารถเก็บคาร์บอนได้ถึงปีละประมาณ 1,650 ล้านตัน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกที่ถูกปล่อยออกมาจากการขนส่ง โดยตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พืชทะเลสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ดีที่สุดในโลก

ทว่าป่าโกงกาง ป่าพรุน้ำเค็ม และแหล่งหญ้าทะเลเหล่านี้กำลังถูกคุกคาม แต่ละปีมีพื้นที่ที่หายไปถึง 7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าป่าดงดิบถึง 15 เท่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พื้นที่ดังกล่าวก็จะหมดไปในที่สุด
รายงานเรื่องบลูคาร์บอนระบุว่า วิธีที่ง่ายที่สุดในการควบคุมปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ปล่อยออกมาก็คือ การหยุดทำลายพื้นที่ของพืชทะเลนั่นเอง

50 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ 65 ไมล์จากทะเล แต่มนุษย์ทำลายพื้นที่ชายฝั่งทะเล ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนในเอเชียหายไปถึง 90 เปอร์เซ็นต์ (นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940 เป็นต้นมา) ส่งผลให้ปลาไม่มีที่วางไข่ ขณะเดียวกันเกราะกำบังตามธรรมชาติเมื่อเกิดพายุก็หายไปด้วย

ส่วนป่าพรุน้ำเค็มใกล้ปากอ่าวและพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำก็ได้รับผลกระทบที่ไม่แตกต่างกันนัก นั่นคือถูกระบายน้ำออกเพื่อนำพื้นที่ไปใช้ในการพัฒนา ขณะที่หญ้าทะเลจำนวนมากต้องตายเนื่องจากน้ำขุ่นข้นและไม่ได้รับแสงอาทิตย์

Achin Steiner รองเลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า ระบบนิเวศทางทะเลเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล มันเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การป้องกันชายฝั่งทะเล การประมง และการบำบัดน้ำ ที่สำคัญในปัจจุบันมันก็กำลังต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอยู่

รายงานระบุว่า ศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของพืชทะเลถูกเพิกเฉยมาตลอดจนกระทั่งเดี๋ยวนี้  ทั้งที่มันควรจะเป็นความร่วมมือกันระหว่างโครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ (UN) องค์การอาหารและเกษตร(FAO) และองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (Unesco) ข้อมูลจำนวนแหล่งที่อยู่ของพืชทะเลเข้าถึงยากและอาจมีจำนวนมากกว่าเป็นสองเท่าของรายงานที่ประเมินไว้

คาร์บอนที่ถูกฝังไว้ใต้ทะเลโดยพืชที่กักเก็บคาร์บอนเหล่านี้ มีปริมาณมากกว่าอัตราเฉลี่ยของคาร์บอนที่ฝังอยู่ในทะเลเปิดถึง 180 เท่า  นั่นคือ พืชทะเลสามารถกักเก็บคาร์บอนอินทรีย์ในทะเลได้ 50-70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ผู้จัดทำรายงานเสนอให้ตั้งกองทุนบลูคาร์บอน (Blue Carbon Fund) เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการป้องกันแหล่งที่อยู่ของพืชทะเล ตลอดจนสามารถซื้อขายคาร์บอนจากพืชทะเลได้เช่นเดียวกับคาร์บอนจากป่าบก และจัดทำโครงการร่วมกับโครงการลดการทำลายผืนป่าของ UN ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์

...แล้วนั่น ก็พอจะทำให้อุณหภูมิโลกไม่เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส
 

 

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย