2010...ปีแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ
เรียบเรียง ศศิวิมล ปัญจมาพิรมย์
“ระบบนิเวศสามารถเป็นกันชนให้กับมนุษยชาติในการต่อสู้กับผลกระทบอันเลวร้ายที่เกิดจากภาวะโลกร้อนและช่วยบรรเทาความยากจนได้” ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการด้านสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP กล่าว
ผู้อำนวยการ UNEP อาคิม สไตเนอร์ (Achim Steiner) กล่าวว่า การสูญหายไปอย่างต่อเนื่องของสปีชี่สัตว์และพืช รวมทั้งระบบนิเวศเช่นป่าไม้ คือต้นเหตุของความขาดแคลนเทียบกับการทำลายสิ่งแวดล้อม
และในการพูดปาฐกถาการเรื่องของปีแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ณ กรุงเบอร์ลินเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
สไตเนอร์ได้กล่าวย้ำถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจของแนวปะการังและระบบนิเวศของป่า
มูลค่า-คุณค่าของธรรมชาติ
ตามการคาดคะเนจาก The groundbreaking Economics of Ecosystems and Biodiversity (TEEB) ที่ได้ทำการศึกษาและตีพิมพ์ไว้ในปีที่ผ่านมาว่า แนวปะการังสามารถสร้างเม็ดเงินได้ถึง 189,000 เหรียญสหรัฐต่อเฮกตาร์จากการเป็นแนวป้องกันชายฝั่ง และจะได้มูลค่ายิ่งไปกว่านั้นจากการประมงและภาษีจากการท่องเที่ยว
“ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศมักจะดูเหมือนเป็นเรื่องนามธรรม จับต้องไม่ได้ และไกลจากการรับรู้เข้าใจของคนจำนวนมาก แต่มันจะไม่เป็นอย่างนั้นหากเราทำให้สิ่งเหล่านี้มีบทบาทอยู่ในระบบเศรษฐกิจและอยู่ในชีวิตของผู้คนเป็นพันๆ ล้านคน” สไตเนอร์กล่าว
ผู้อำนวยการ UNEP ยังกล่าวด้วยว่าระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทำให้เกิดผลประโยชน์น้อยใหญ่มากมาย แต่ทุกคนมักจะมองข้ามและหลงลืมความสำคัญ โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านเศรษฐกิจระดับประเทศและด้านการพัฒนาระดับนานาชาติ
ปะการังและป่าไม้
สไตเนอร์กล่าวว่า หนึ่งในห้าของแนวปะการังถูกทำให้เสื่อมโทรมลงหรือเสี่ยงต่อการพังทลายจากการทำการประมงมากเกินไป รวมถึงเรื่องมลพิษและการพัฒนาพื้นที่ใกล้ชายฝั่งอีกด้วย
“ถ้าคุณมองถึงคุณค่าที่แท้จริงของแนวปะการังและนำเข้าไปสู่แผนเศรษฐกิจ แม้มันดูเหมือนว่าห่างไกลจากความเป็นเหตุเป็นผลและการเป็นตัวเลือกที่ยั่งยืนถาวรเพื่อนำไปสู่การพัฒนา แต่ที่จริงแล้วมันสามารถนำไปเกี่ยวข้องทั้งกับเรื่องการปล่อยก๊าซ การควบคุมมลพิษ และการจัดการทรัพยากร”
“มันก็เป็นเรื่องราวทำนองเดียวในประเด็นที่เกี่ยวกับทรัพย์สมบัติทรัพยากรทั้งหมดของโลกใบนี้ จากป่าไม้ น้ำ สู่ภูเขาและดิน” โดยสไตเนอร์ได้ให้ข้อมูลเสริมว่า 15 เปอร์เซ็นต์ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนโลกของทุกปีจะถูกดูดซับด้วยป่าไม้
เกิดองค์กรใหม่
เนื่องจาก UNEP ตัดสินใจว่า ในประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 2010 นี้ จะตั้งหน่วยงานใหม่สำหรับจัดการเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะคล้ายกับคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) โดยมีการเสนอให้ใช้ชื่อว่า International Platform on Biodiversity and Ecosystem Services (IPBES) โดยการทำงานจะใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ใหม่ล่าสุดเพื่อช่วยขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ในการทำงาน
สไตเนอร์กล่าวว่า เขาหวังว่าองค์กรใหม่นี้จะทำให้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและเรื่องระบบนิเวศเป็นที่รู้จักและชัดเจนมากขึ้น โดยในระยะเริ่มแรกได้มีการชักชวนให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วมในการประเมินค่าของทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละประเทศและการตัดสินใจในเรื่องแผนเศรษฐกิจ
ขณะที่ทางด้านองค์กร Friends of the Earth ซึ่งเป็นองค์กรที่เคลื่อนไหวด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ก่อนหน้านี้สหประชาชาติ หรือUnited Nations (UN) เคยออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยประสบความสำเร็จ
“สมาชิกของ UN ทั้งสิ้น 193 ประเทศเคยล้มเหลวในการทำตามข้อตกลงที่ว่าด้วยเรื่องลดจำนวนการสูญพันธ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ แต่ถ้ามองในแง่ดีที่ว่าข้อตกลงร่วมกันทำไว้ในปี 2003 สิ้นสุดในปี 2010 ก็คงต้องมาดูอีกทีว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร” ไอแซค โรฮาส (Isaac Rojas) ผู้ประสานงานนานาชาติโครงการด้านป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพขององค์กร Friends of the Earth กล่าว
