น้ำมันรั่วมโหฬาร เคราะห์กรรมสัตว์ 12 ชนิด
เรียบเรียง: กรวิกา วีระพันธ์เทพา
ร่างไร้วิญญาณของนกและเต่าทะเลอ่อนแรงที่ถูกคราบน้ำมันสีดำปกคลุมตัวเริ่มเผยแพร่ไปยังสื่อต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นภัยพิบัติจากเหตุการณ์แท่นขุดเจาะน้ำมันขนาดสูง 120 เมตร กว้าง 78 เมตร ของบริษัทบีพี ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมน้ำมันสัญชาติอังกฤษ เกิดระเบิดเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้น้ำมันจำนวนกว่า 3.5 ล้านแกลลอนรั่วไหลลงในเขตทะเลอ่าวเม็กซิโก ในรัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐอเมริกา

ภาพ: http://oceanexplorer.noaa.gov
เหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่เขตน้ำลึกเส้นศูนย์สูตรนั้น คำว่า “น้ำมันรั่วไหล” ดูเหมือนจะมีการใช้กันผิดความหมาย ตามจริงแล้วเป็นการ “ทะลัก” โดยตรงจากแหล่งน้ำมันมากกว่า ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าผลกระทบจากเหตุการณ์นี้จะส่งผลไปอีกนานเท่าไรและกระทบโดยกว้างแค่ไหน
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือระบบระบบนิเวศที่เปราะบางรอบอ่าวเม็กซิโกนี้กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายมาก ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่และช่วงเวลาที่มีความสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนที่พึ่งพิงพื้นที่ชายฝั่งที่ทอดยาว เพื่อจะผสมพันธุ์ ทำรัง วางไข่ ออกหาอาหาร และแวะพักระหว่างการอพยพ ซึ่งช่วงเวลาที่มีการอพยพมากที่สุดคือระหว่างปลายเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคม
สัตว์ชนิดใดบ้างที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเหตุการณ์อันน่ากลัวของภัยพิบัติต่อสิ่งแวดล้อมครั้งนี้? ต่อไปนี้เป็นรายชื่อของสัตว์เหล่านั้น
1. นกชายฝั่ง
นกชายฝั่งทั้งที่กำลังทำรังและเตรียมตัวทำรังบนหาดและแนวปะการังบนเกาะในรัฐลุยเซียนา นกที่สร้างรังอยู่บนพื้นและกินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเป็นอาหาร กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายจากน้ำมันที่ลอยเข้ามาในฝั่ง
นกอีกประเภทคือนกที่อพยพผ่านพื้นที่นี้ และโดยธรรมชาติแล้ว จะหยุดที่ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกเพื่อแวะพักและหาอาหาร นกที่เพิ่งจะอพยพหนีอากาศหนาวเย็นจากอเมริกาใต้เพื่อจะมาผสมพันธุ์ในป่าเขตเหนือและทุ่งทุนดราในเขตอาร์กติก ก็มารวมตัวกันเป็นจำนวนมากตามชายหาดและรอบๆ เกาะ
2. นกอพยพ
มีนกอพยพมากมายที่บินข้ามอ่าว แวะพัก และหาอาหารในบริเวณที่น้ำมันกระจายตัว การเดินทางข้ามน้ำอย่างไม่หยุดพักเลยตลอดระยะทาง 500 ไมล์ถือเป็นบททดสอบความอดทนของนกเหล่านี้ นอกจากที่อยู่อาศัยที่ดีเพื่อการพักผ่อนและหาอาหารแล้ว พวกมันยังต้องพึ่งพาท้องฟ้าที่เปิดโล่งและแหล่งอาศัยที่สมบูรณ์ทั้งสองด้านของอ่าวเพื่อจะมีชีวิตอยู่รอดตลอดการเดินทาง ควันไฟจากการเผาเพื่อจะลดปริมาณน้ำมันยังอาจรบกวนการอพยพด้วย
3. นกกระทุงสีน้ำตาล
เหล่านกกระทุงสีน้ำตาลกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก นกตัวยาวเก้งก้างที่แสนสง่างามประเภทนี้เพิ่งจะถูกถอนจากรายชื่อสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์เมื่อปีที่ผ่านมา
นกดำน้ำหลายชนิดอ่อนไหวต่อคราบน้ำมันมากเพราะมันต้องสัมผัสกับน้ำมันโดยตรง โดยปกติขนนกจะเรียงตัวกันเพื่อกักเก็บอากาศและให้ความอบอุ่นและช่วยพยุงให้ลอยน้ำได้ นกที่สัมผัสกับคราบน้ำมัน อาจทำให้ขนของมันไม่สามารถกันน้ำได้หรืออาจกลืนน้ำมันเข้าไปขณะที่ใช้ปากทำความสะอาดขนหรือขณะที่พยายามกินอาหารที่ปนเปื้อน และอาจส่งผลเสียต่อการเจริญพันธุ์ในระยะยาว

4. บรรดาเต่าทะเล
ในจำนวนเต่าทะเลที่ยังเหลืออยู่และรู้จักกันทุกวันนี้ 7 สายพันธุ์ มี 5 สายพันธุ์ที่อาศัยอยู่รอบชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก โดยบริเวณที่มีน้ำมันรั่วเป็นพื้นที่หาอาหารบนพื้นดินเพียงแห่งเดียวสำหรับเต่าที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุดอย่างเต่าหญ้า ซึ่งอยู่ในช่วงที่กำลังหาที่วางไข่กันมากที่สุด และเต่าหัวค้อน ซึ่งใกล้จะสูญพันธุ์เช่นกัน ก็หากินในเขตน้ำอุ่นบริเวณอ่าวระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม
ภาพ: http://media.gulflive.com
5. และ 6. วาฬและโลมา
วาฬและโลมาจำนวนทั้งหมด 21 สายพันธุ์ ซึ่งอาศัยอยู่ทางเหนือของอ่าวอยู่เป็นประจำ ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และจากรายงานขององค์การบริหารทางทะเลและบรรยากาศแห่งชาติระบุว่า วาฬ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ วาฬบรูด้าและวาฬสเปิร์ม อาจจะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีการกระจายตัวของคราบน้ำมัน ปัญหาสำคัญคือเมื่อวาฬได้รับน้ำมันเข้าไปในส่วนกรองของอวัยวะภายในปาก จะส่งผลให้ไม่สามารถกินอาหารและเสียชีวิตได้
นอกจากนี้ เมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในทะเลขึ้นมาหายใจบนพื้นผิวทะเล ก็อาจจะหายใจเอาไอระเหยไฮโดรคาร์บอนเข้าไป ซึ่งส่งผลให้ปอดเสียหาย และน้ำมันที่สัมผัสโดยตรงกับดวงตาและเนื้อเยื่อบุที่มีความอ่อนไหวอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้
7. พะยูน
พะยูนมีความเสี่ยงต่อน้ำที่ปนเปื้อน พวกมันอาจจะได้รับผลกระทบจากการหายใจรับไอระเหยไฮโดรคาร์บอนเมื่อขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ และมีโอกาสสูงมากที่คราบน้ำมันจะเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อและดวงตาของพะยูนซึ่งอ่อนไหวต่อสิ่งกระทบได้ง่ายมาก
8. 9. 10. ปลา หอย และปู
พื้นที่บริเวณปากอ่าวถือเป็นแหล่งผสมพันธุ์สำหรับปลา หอย และปูจำนวนมาก บริเวณปากอ่าวมีความสำคัญเนื่องจากเป็นแหล่งผสมพันธุ์ของสัตว์น้ำที่อาศัยในอ่าวเม็กซิโกประมาณ 40% ดังนั้น ไม่เพียงแต่สัตว์ที่อาศัยบริเวณนี้เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่คนและสัตว์ทั้งหมดในอ่าวก็พลอยลำบากไปด้วย
สำหรับปลานั้นได้รับผลกระทบที่ต่างออกไป มันอาจจะได้รับสารพิษจากการสัมผัสโดยตรงและทำให้เหงือกเสียหาย กระแสน้ำอาจเจือปนด้วยสารพิษและไอระเหยจากส่วนประกอบของน้ำมันซึ่งอาจจะดูดซึมเข้าไปในไข่ ตัวอ่อน และลูกปลา และพวกมันอาจจะกินอาหารที่ปนเปื้อน ปลาที่สัมผัสน้ำมันจะทรมานจากสภาพความเปลี่ยนแปลงของหัวใจและตับ หนองบึงบริเวณชายฝั่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อวงชีวิตและการเติบโตของกุ้งลุยเซียน่าและปูม้า ซึ่งสัตว์ทั้ง 2 ประเภทถือเป็นอาหารหลักในอุตสาหกรรมอาหารทะเลท้องถิ่น
11. ปลาสเตอร์เจียน
ในช่วงทศวรรษ 1900 ปลาสเตอร์เจียนในน่านน้ำอเมริกาเหนือถูกล่าอย่างหนักเพื่อกินเนื้อและไข่คาร์เวียร์ ปลาสเตอร์เจียนในอ่าวเม็กซิโกอยู่ในบัญชีรายชื่อของสัตว์ประเภทใกล้สูญพันธุ์ในปี 1991 ภายใต้การคุ้มครองจากกฎหมายสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ปี 1973 ทำให้การจับหรือฆ่าปลาชนิดนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ในภาคผนวกส่วนที่ 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (ไซเตส) ยังคุ้มครองปลาชนิดนี้ ตั้งแต่ปี 1998 ระบุว่าปลาสเตอร์เจียนมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์หากไม่มีการควบคุมการค้า
นอกจากการทำประมงเพื่อการค้าและตกปลาเพื่อความบันเทิงแล้ว การทำลายแหล่งอาศัยก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ลดจำนวนปลาสเตอร์เจียนในอ่าว เขื่อนเป็นตัวปิดกั้นเส้นทางอพยพของปลาที่จะมุ่งหน้าสู่ต้นน้ำเพื่อวางไข่ การขุดลอกแม่น้ำและปริมาณน้ำที่ลดลง เช่นเดียวกับภาวะภัยแล้งเมื่อเร็วๆ นี้ก็อาจทำให้ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของปลาสเตอร์เจียนลดลง อีกทั้งการเกษตรและอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษลงน้ำก็ทำให้ระบบการสืบพันธุ์ของปลาดังกล่าวผิดปกติด้วย
12. ปลาทูน่าครีบน้ำเงินแอตแลนติกเหนือ
เป็นความโชคร้ายของปลาทูน่าครีบน้ำเงิน เพราะเนื้อของมันเป็นที่นิยมเพราะรสชาติที่อร่อย การทำประมงอย่างหนักตลอดช่วงอายุ ทำให้จำนวนของปลาชนิดนี้ลดลงอย่างมากจนเกือบจะสูญพันธุ์ คือลดลงประมาณ 90% ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 โดยปลาทูน่าชนิดนี้จะเดินทางกลับมาบริเวณใกล้กับที่น้ำมันกระจายตัวช่วงกลางเดือนเมษายนถึงกลางเดือนมิถุนายนเพื่อที่จะวางไข่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตน้ำอุ่น และเต็มไปด้วยสารอาหารจากแม่น้ำมิสซิสซิปปี
กำจัดน้ำมันด้วยสารพิษ ปลอดภัยแน่หรือ?
สารเคมีหลัก 2 ชนิด ที่บริษัทบีพีและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาใช้ในการทำให้น้ำมันบริเวณชายฝั่งกระจายตัว มีข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตระบุว่าสารทั้ง 2 ชนิดเป็นสารที่มีความเป็นไปได้ที่จะ “มีการสะสมในร่างกาย” (bioconcentration) และจากการศึกษาของบริษัท เอ็กซอน ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นพัฒนาสารเคมีนี้ ระบุว่าเป็นสารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อช่วงชีวิตแรกของปลา สัตว์ทะเลเปลือกแข็ง และสัตว์ประเภทหอย ปลาหมึก
สารเคมีทั้ง 2 ชนิดจำหน่ายภายใต้ฉลากสินค้า “คอเร็กซิต” และกำลังถูกใช้ในปริมาณที่มหาศาล ผู้ที่เป็นเจ้าของแบรนด์คอเร็กซิต คือบริษัทนาลโค ซึ่งมีฐานการผลิตที่รัฐอิลลินอยส์

ในเว็บไซต์ www.deepwaterhorizonresponse.com ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐที่ติดตามผลกระทบในวงกว้างของการรั่วไหลของน้ำมันจากบริษัทบีพี มีลิงค์หน้าเอกสารข้อเท็จจริงระบุว่าสารเคมีชนิดที่ 1 คือ คอเร็กซิต 9500 และอีกชนิดคือ คอเร็กซิต 9527เอ ซึ่งมีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าเป็นสารที่ “มีการสะสมในร่างกาย”
ทางสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (อีพีเอ) ให้ความหมายคำว่า “การสะสมในร่างกาย” ว่า เป็นการสะสมของสารเคมีชนิดหนึ่งๆ ในเนื้อเยื่อของปลาหรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น มากกว่าที่มีอยู่ในสภาพแวดล้อมภายนอก เมื่อสารเคมีถ่ายทอดจากน้ำเข้าไปสู่ตัวปลาก็จะเป็นอันตรายต่อทั้งปลาและสิ่งมีชีวิตอื่นที่กินปลาอีกที และในที่สุดก็ส่งผ่านมาถึงมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ล่าในห่วงโซ่อาหารด้วย
นอกจากนี้ยังพบข้อมูลที่น่าตกใจคือไม่มีการศึกษาความเป็นพิษของผลิตภัณฑ์นี้ หรือหมายถึงไม่มีการทดสอบความปลอดภัยกับมนุษย์เลย
อย่างไรก็ตาม ตามเอกสารข้อมูลของสารเคมีตัวนี้ มีคำเตือนว่า “เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างเฉียบพลัน” ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เกิดอาการชา และทำให้หมดสติ และการใช้บิวท็อกซีเอทานอลมากเกินไป โดยการหายใจรับไอของสารเคมีหรือการสัมผัส อาจส่งผลต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง ไต หรือตับ
สารเคมี คอเร็กซิต 9500 และ คอร์เร็กซิต 9527 มีส่วนประกอบหลักๆ ที่เป็นอันตรายอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน และมี 2 ชนิดที่เหมือนกัน คือ เกลืออินทรีย์ของกรดซัลโฟนิก และโพรไพลีนไกลคอล (สารป้องกันการแข็งตัว) นอกจากสารทั้ง 2 ชนิดนี้แล้ว คอเร็กซิต 9500 ประกอบด้วยสารบางอย่างชื่อ “ส่วนกลั่นเบาที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียมและผ่านการกำจัดสารประกอบซัลเฟอร์ด้วยไฮโดรเจน” (Distillates, petroleum, hydrotreated light) ขณะที่ คอเร็กซิต 9527 มีส่วนประกอบของสาร 2-บิวท็อกซีเอทานอล ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือไม่มีข้อมูลแสดงว่ามีสารเคมีเหล่านี้อยู่ในน้ำยากำจัดคราบน้ำมันมากน้อยเพียงใด เพียงแต่ระบุเป็นร้อยละของน้ำหนัก เช่น ใน คอเร็กซิต 9500 อาจมีสารจากการกลั่นน้ำมันอยู่ 10-30% ส่วน คอเร็กซิต 9527 จะมี 2-บิวท็อกซีเอทานอล อยู่ 30-60%
ที่มา: www.care2.com, www.grist.org
