อนุญาตทำเกลือที่อีสาน “ผิด” ร่วม 20 ปี
เรื่อง เสมอชน ธนพัธ
หลายคนคงได้มีโอกาสติดตามข่าวการเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่ที่บ้านหนองราน ตำบลสำโรง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา โดยชาวบ้านต่างสันนิษฐานว่าเกิดจากการทำเกลือสินเธาว์ที่มีการสูบน้ำเกลือจากใต้ดินขึ้นมาใช้มากจนเกินไป
อันที่จริงปัญหาผลกระทบจากการประกอบอุตสาหกรรมเกลือในภาคอีสานไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก หากแต่เคยเกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ เช่น อำเภอโนนไทย อำเภอโนนสูง อำเภอด่านขุนทด และอำเภอพระทองคำ โดยเฉพาะที่อำเภอโนนไทย อย่างน้อยที่สุดก็เคยเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง โดยเมื่อปี 2538 ชาวบ้านในพื้นที่บ้านวังต้องหวาดผวากับหลุมยุบขนาดใหญ่กว่า 1 กิโลเมตร หรือเมื่อ 3 – 4 ปีก่อน ชาวบ้านในตำบลสำโรงก็ได้รับผลกระทบจากหลุมยุบถึง 4 หลุม และล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2553 ชาวบ้านบ้านหนองรานก็ต้องตกใจอีกครั้งกับหลุมยุบขนาดใหญ่กว่า 180 ตารางเมตร ที่อยู่กลางไร่มันสำปะหลังของนายทองสุข ชอบรัก
ในขณะที่อำเภอพระทองคำ แม้จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากหลุมยุบที่ชัดเจน แต่ก็ประสบปัญหาดินเค็มไปทั่วบริเวณ
นายถาวร เพชรขุนทด วัย 60 ปี ชาวบ้านบ้านโพนไพล ตำบลพังเทียม อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา เล่าว่า ภายหลังจากที่มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และสูบน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดิน ลงวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2534 นับแต่นั้นก็มีการตั้งโรงงานทำเกลือเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาดินเค็มในพื้นที่ จากการประเมินในเบื้องต้น เฉพาะที่หมู่บ้านโพนไพล พบว่ามีพื้นที่เกษตรของชาวบ้านได้รับความเสียหายไม่ต่ำกว่า 200 ไร่
“เมื่อก่อนปีหนึ่งเราทำนาได้ข้าวร้อยกว่ากระสอบ แต่ผลผลิตเราลดลงเรื่อยๆ เมื่อปี 51 ได้ข้าวแค่ 60 กระสอบ พอปีที่แล้วเหลือเพียง 40 กระสอบ” นายถาวรกล่าวถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของตน
จากเหตุความเดือดร้อนที่ชาวบ้านในบริเวณนี้ได้รับมากว่า 20 ปี นายถาวรและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบรวม 22 คน จึงร่วมกันฟ้องร้องต่อศาลปกครองจังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี 2548 เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม โดยได้รับช่วยเหลือด้านการดำเนินคดีจากสภาทนายความ
ประเด็นสำคัญที่ชาวบ้านร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคือ ขอให้ยกเลิกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2534 นั้นเสีย รวมทั้งเพิกถอนประทานเหมืองแร่และใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำนวนทั้งสิ้น 10 ราย และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีทางแพ่งและทางอาญากับผู้ที่ก่อให้เกิดผลกระทบ ตลอดจนฟื้นฟูพื้นที่ให้มีสภาพความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติดังเดิม
นายถาวรระบุว่า ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับดังกล่าวแท้ที่จริงแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมิได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 นอกจากนี้ นายถาวรยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ตามเงื่อนไขของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม การจะก่อสร้างโรงงานจะต้องมีการติดประกาศแจ้งชาวบ้านล่วงหน้า และหากมีชาวบ้านคัดค้าน ก็ต้องมีการชะลอการออกใบอนุญาตไปก่อน แต่ที่ผ่านมาชาวบ้านได้มีการร้องเรียนปัญหามาตลอด 7 -8 ปี ทว่าจำนวนโรงงานในพื้นที่ยังคงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็มีบางโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตหากแต่อยู่นอกเขตพื้นที่ที่มีการอนุญาตตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมดังกล่าวด้วย
ต่อประเด็นข้อกล่าวหาของชาวบ้านเรื่องที่ว่าประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับดังกล่าวมิได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีนั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมหนึ่งในผู้ถูกฟ้อง ได้ให้การต่อศาลว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เคยขอความเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับการกำหนดพื้นที่ และกำหนดมาตรการควบคุมกิจการทำเกลือจากน้ำเกลือใต้ดิน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษากันเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2534 ลงมติเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักการที่กระทรวงอุตสาหกรรมนำมาประกอบการจัดทำประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดิน โดยได้มีการนำร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
หากทว่าในคำชี้แจงดังกล่าว กรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ยอมรับว่า ได้มีการนำหลักการเพียงบางหลักการเท่านั้นที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยมิได้รวมถึงเรื่องพื้นที่ที่จะกำหนดไว้ในประกาศ เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามร่างประกาศนี้แล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้นำมาออกประกาศ ลงวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2534
ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 เห็นว่า ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับนี้เป็นประกาศที่ออกโดยไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด และมีลักษณะที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง เนื่องจากไม่ได้นำประกาศดังกล่าวไปให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบก่อนที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งในทางกฎหมายถือเสมือนว่าไม่มีการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมดังกล่าว ศาลจึงไม่จำเป็นต้องมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะประกาศย่อมไม่มีผลบังคับตามกฎหมายอยู่ในตัว ฉะนั้นการออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงาน จึงเป็นออกใบอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน และศาลก็ได้พิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดตามที่มีชาวบ้านฟ้องร้อง
ส่วนประเด็นเรื่องการดำเนินคดีทางแพ่งและทางอาญา ศาลเห็นว่าเป็นดุลยพินิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เป็นผู้ถูกฟ้องในการใช้ดุลยพินิจที่จะดำเนินการตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
นายถาวรกล่าวว่า “คำพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมาในเรื่องประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น เป็นคำพิพากษาที่มีผลดีกับอีกหลายพื้นที่อย่างมาก เพราะหลายพื้นที่ในภาคอีสานล้วนแล้วแต่ใช้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฯ ฉบับนี้ทั้งสิ้น”
ถึงแม้ศาลปกครองจังหวัดนครราชสีมาจะมีคำพิพากษาแล้วว่า ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานเหล่านั้นมิชอบด้วยกฎหมาย ทว่า ณ วันนี้ในพื้นที่ก็ยังคงมีโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงสูบน้ำเกลือเปิดดำเนินกิจการอยู่ เนื่องจากคำพิพากษาดังกล่าวเป็นเพียงการตัดสินของศาลปกครองชั้นต้นเท่านั้น โดยหน่วยงานที่ถูกฟ้องระบุว่า ผู้ถูกฟ้องยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้อีก
หากนับเวลาที่ชาวบ้านอำเภอพระทองคำสู้คดีในขั้นศาลปกครองชั้นต้น ก็ใช้เวลาร่วมกว่า 4 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับเจ้าปัญหานั้นมิชอบด้วยกฎหมาย แต่หากจะนับเวลาที่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับนี้มีผลกระทบต่อชาวบ้าน นั่นก็กินเวลายาวนานเกือบ 20 ปี
...และยังไม่รู้ว่าจะต้องกินเวลาเนิ่นนานอีกเท่าใด แล้วมิพักพูดถึงพื้นที่อื่นๆ ภายใต้ประกาศฉบับนี้ที่ได้รับผลกระทบเฉกเช่นเดียวกัน
ขอขอบคุณข้อมูลพื้นฐานจาก โสธิดา นุราช สำนักข่าวประชาธรรมพิจิตร
