Big Mountain Music Festival มัน ยิ่ง ใหญ่ มาก ยิ่งกระทบมาก
เรื่อง ศศิวิมล ปัญจมาพิรมย์
เดี๋ยวนี้วงการบันเทิง (โดยเฉพาะดนตรี) เริ่มมีเทรนด์ใหม่ๆ ในการสร้างความสุขให้แฟนเพลงผ่านการย้ายวิกไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น การไปจัดคอนเสิร์ตประเภทหาไออุ่น (หรือลมหนาว) มองดูดาวกลางหุบเขา หรือฟังเพลงชิลๆ ริมทะเล ซึ่งกระแสตอบรับของผู้คนก็ดูจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงหลักหลายหมื่นคนในแต่ละครั้ง ขณะเดียวกันก็เกิดเสียงวิจารณ์ขึ้นในสังคมไล่หลังว่า สิ่งเหล่านี้เหมาะสมแล้วหรือไม่
การตั้งคำถามต่อเรื่องการจัดคอนเสิร์ตแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนสื่อออนไลน์ กระทู้ เว็บบอร์ดต่างๆ ที่พากันพูดถึงและตั้งคำถาม ยิ่งในเร็วๆ นี้ จะมีการจัดคอนเสิร์ต Big Mountain Music Festival หรือ มัน ใหญ่ มาก ด้วยรูปแบบงานที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยมีมาคือ บน 2 เวทีคอนเสิร์ตใหญ่ 3 ผับย่อย และ 1 แดนซ์ อารีนา ที่บริเวณตีนทางขึ้นเขาใหญ่ จึงไม่แปลกที่จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และสะท้อนความห่วงใยดังกว่าเดิม เพราะหนนี้ “มัน ใหญ่ มาก” กว่าที่ผ่านๆ มา
วินิจ เลิศรัตนชัย บิ๊กบอสแห่งบริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด เจ้าพ่อจัดงานคอนเสิร์ตแบบ “เอาท์ดอร์” ท่ามกลางธรรมชาติมาหลายต่อหลายครั้ง ได้เคยให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเปลี่ยนประเทศไทยทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ถึงความฝันและแรงบันดาลใจในการจัดงานคอนเสิร์ตประเภทนี้ว่า
“ผมแอบอิจฉาคนต่างประเทศ ซึ่งเขามีมานานแล้วแบบในสวนสาธารณะใหญ่ๆ กลางนิวยอร์กที่มีวงดนตรีใหญ่ๆ ไปเล่น เราไปเห็นเทศกาลดนตรีอย่างฟูจิ ร็อกเฟสติวัลที่จัดในสวนสาธารณะของประเทศญี่ปุ่น
ถึงตรงนี้ผลมันอาจจะกระเทือนบ้าง...ผมก็ยอมรับ แต่ถามว่าข้อดีของต่างประเทศมีไหม ข้อเสียของเขามีไหม ผมคิดว่าคงไม่ต่างกับบ้านเรามากนัก ...เรื่องแบบนี้ต้องมีเหตุมีผลเหมือนกันนะ ไม่อย่างนั้นเราคงจะไปไหนไม่ได้เลย”
แม้หนนี้ทางบริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด จะไม่ใช่ผู้จัดงาน หากแต่เป็นป๋าเต็ดแห่ง Fat Radio กระโจนลงมาเป็นแม่ทัพใหญ่เอง ก็เป็นเรื่องน่าสะกิดใจถามว่า หากเพียงเพราะความฝันและแรงบันดาลใจเช่นเดียวกันนี้ หลังจากที่ใครต่อใครเก็บเกี่ยวความสุขกันเรียบร้อยแล้ว ได้เหลือผลกระทบอะไรไว้บ้าง
โลกสีเขียวได้สอบถามคุณราเมศ โอชา กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นคนทำงานในพื้นที่บริเวณนั้น ว่าจากการจัดคอนเสิร์ตบริเวณทางขึ้นเขาใหญ่ที่ผ่านมานั้น เกิดปัญหาและอาจจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้างในอนาคต หากการแสวงหาความสุขในรูปแบบนี้ยังเพิ่มมากขึ้น แถมยิ่ง มัน ใหญ่ มาก ขึ้นตามกระแสสังคม
เสียง: ผลกระทบที่อาจไม่ได้ยิน?
เมื่อมีการจัดคอนเสิร์ต หลายคนมักมีประเด็นคำถามเรื่อง เสียง มาเป็นอันดับแรกๆ เสมอ ทางผู้จัดงานก็มักจะมีคำตอบหนึ่งเสมอเหมือนกันว่า
“ถ้างานจัดที่โบนันซ่า เขาใหญ่ ...เสียงไปไม่ถึงตัวอุทยานฯ หรอก เพราะว่าโบนันซ่าอยู่ไกลจากทางขึ้นเขาใหญ่ตั้ง 20-30 กิโลเมตร”
ราเมศ โอชา กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า หากเรามองในแง่ของชาวบ้านในพื้นที่ ไปถามคนในพื้นที่เขาก็คงบอกว่าชาวบ้านก็ได้ขายข้าวขายของ เศรษฐกิจดีขึ้น ทำมาหากินได้ คนมาเที่ยว ห้องพักก็เต็ม มันก็ดูเป็นสิ่งที่ดี แต่เรื่องเสียงที่เกิดขึ้น ชาวบ้านละแวกนั้นก็น่าจะได้รับผลกระทบเต็มๆ มากกว่าบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แต่แม้ว่าตัวอุทยานฯ จะอยู่ไกลจากสถานที่จัดงาน แต่ด้วยสภาพของเขาใหญ่ตอนนี้ที่เป็นเหมือนเกาะกลางทะเล เหมือนเมืองล้อมป่า เครื่องเสียงแม้แต่เรื่องคาราโกเกะรอบแนวเขา สันเขาก็ได้ยินหมด
“ผมเอาเปลไปผูกนอนที่สันเขาก็ยังได้ยินเลย แม้จะเหมือนมาตามลมก็ตาม แว่วๆ มาแล้วก็ไป แต่สัตว์ยังไงก็ต้องได้ยิน แต่แน่นอนว่าผลกระทบที่เกิดกับมัน ก็คงไม่ได้ตายไปในวันนี้พรุ่งนี้ แต่มันเป็นผลกระทบที่อาจจะเป็นผลกระทบในระยะยาวก็ได้ เราก็ไม่รู้ เพราะไม่มีการวิจัยเรื่องนี้จริงจัง”
นอกจากนี้ ยังมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า สัตว์บางชนิดมีความสามารถในการรับรู้คลื่นเสียงได้กว้างไกลมากกว่าคนเราหลายเท่านัก ขณะที่ก็ยังไม่มีงานวิจัยใดๆ ออกมาบอกว่า เสียงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบหรือไม่เกิดผลกระทบอย่างที่ผู้จัดงานบอก
แย่งชิงน้ำ?
แม้ว่าในปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่มักใช้น้ำบาดาลกันเป็นปกติ ขณะที่รีสอร์ตและสนามกอล์ฟที่มีมากมายแถวทางขึ้นอุทยานฯ ก็มักจะใช้น้ำจากลำตะคอง ซึ่งทุกวันนี้ก็มีการใช้น้ำจำนวนมหาศาลอยู่แล้ว และเมื่อมีการชุมนุมของคนจำนวนมาก ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองในการอุปโภคบริโภค และหากเมื่อปริมาณน้ำผิวดินลดลงอย่างรวดเร็ว ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจะไม่กระทบปริมาณน้ำใต้ดินที่ชาวบ้านใช้สอยเป็นประจำ
ต่อประเด็นนี้ ราเมศให้ความเห็นว่า “น้ำถูกใช้เยอะมาก ปกติมีรีสอร์ตเพิ่มขึ้น ขยับขยายสนามกอล์ฟ พวกนี้ก็ต้องใช้น้ำเยอะอยู่แล้ว และพอมีคอนเสิร์ตหรือการรวมกันของคนเยอะๆ ยังไงเรื่องน้ำก็ต้องเป็นประเด็นว่าเอาน้ำมาจากที่ไหน ถึงแม้ตอนนี้จะสามารถดึงน้ำจากลำตะคองมาใช้ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าน้ำบาดาลจะมีเพียงพอถึงคนอีกกี่รุ่น ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจเกิดผลกระทบในระยะยาวได้ เพียงแต่ระยะสั้นนี้ก็คงไม่เห็นผลอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม”
ขยะล้น-เกลื่อน?
ปัญหาขยะและระบบการจัดการขยะเป็นเรื่องที่ราเมศเป็นห่วงมากอันดับต้นๆ เนื่องจากปัญหาขยะไม่ได้จบที่ “คนไปเที่ยวก็เที่ยวไป คนเก็บก็เก็บไป”
“การจัดงานแสดงหรือคอนเสิร์ตแบบนี้ คนมางานมาก บางคนมาจากทางปราจีนบุรีอาจจะแวะขึ้นเขาใหญ่ก่อนหรือเสร็จจากงานก็เลยขึ้นเขาใหญ่ มาเที่ยว มาพักผ่อน ...เรื่องนี้คงต้องพึ่งจิตสำนึกของคนที่เข้ามาว่าอย่าทิ้งขยะเรื่อยเปื่อย และควรเก็บขยะกลับไป สัตว์ไม่ได้มีอยู่เฉพาะบนเขาใหญ่ ตามทางข้างถนนบางทีก็มีสัตว์ สัตว์เลี้ยงหรือไม่ก็เร่ร่อนทั่วไปก็มีเยอะ เดี๋ยวนี้ลิงมันแทบจะเหมือนคนเลย แกะถุงขนมได้ เปิดถังขยะเอาของในนั้นมาเล่นมากิน บางตัวกินเข้าไปเพราะนึกว่าเป็นอาหารก็มี เรื่องนี้เป็นผลกระทบที่สำคัญต่อสัตว์ป่ามาก ถ้าระบบการจัดการขยะของงานไม่ดี ปัญหานี้ก็อาจจะเกิด” ราเมศชวนคิด
มลพิษคลุ้ง?
คนที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือตามเมืองใหญ่ๆ อาจตระหนักดีถึงมลพิษที่เกิดจากปัญหารถติด ฉะนั้นเมื่อผู้คนเรือนหมื่นแห่กันไป ย่อมหนีไม่พ้นสภาพการจราจรแออัด นั่นหมายความว่า เรากำลังยัดเยียดปัญหาของเมืองไปใส่ไว้ที่นั่นหรือ
“ถ้าคุณอยู่กรุงเทพฯ แล้วคุณใส่เสื้อสีขาวออกไปยืนกลางถนนซักครึ่งวัน กลับมาซักเสื้อ เสื้อคุณก็ต้องเต็มไปด้วยฝุ่นควันแน่ๆ แล้วนี่คนไปแออัด เอารถไปกันเยอะแยะ ยังไงก็ต้องมีผลกระทบ แล้วยิ่งตอนนี้เริ่มจัดงานประเภทนี้บ่อยขึ้น ไม่ใช่แค่ที่โบนันซ่าเขาใหญ่ที่เดียว ...ถ้า 2-3 เดือนจัดครั้งหรืออีกหน่อยจัดเยอะๆ เข้า ยังไงก็คิดว่าคงมีผลกระทบให้เห็นชัดแน่นอน ชาวบ้านในตอนนี้เขาอาจไม่ได้คิดว่าควันจะอันตรายอะไรหรอก ตอนนี้เราได้กุศลผลบุญจากเขาใหญ่อยู่ ให้ได้อากาศดีๆ น้ำสะอาดใช้ แต่อีกหน่อยเมื่อถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน จะเกิดอะไรขึ้น” ราเมศกล่าว
…………………………….
แม้การจัดงานท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม อาจจะเป็นความฝันของผู้จัดงานที่คิดว่าเป็น “สัญลักษณ์ของประเทศที่เจริญแล้ว” หรือเป็นการหลุดออกจากกรอบที่เคยจัดกันมา จนหลงลืมไปไหมว่า ความฝันที่ว่านี้ต้องแลกกับผลกระทบอะไรหลายอย่าง เป็นการสร้างโอกาสที่คุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องแลกหรือไม่
