เขื่อนบ้านกุ่มกับวิถีชีวิตริมโขงที่กำลังจะเปลี่ยนไป
เรื่อง/ภาพ ถิรนันท์ เลิศวิจิตรจรัส
“กินผักนี่สิ พวกแม่ปลูกกันเอง ปลอดสารพิษแน่นอน”
นางสุดใจ เสนาช่วย วัย 40 ปี ชาวบ้านตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ชักชวนพวกเราให้ลิ้มลองรสชาติของผักริมฝั่งโขงที่เพิ่งเก็บมาเมื่อตอนเช้า
แม้อาหารการกินจะดูแสนธรรมดาไม่ต่างจากในชีวิตประจำวันของพวกเรา แต่จะมีกี่พื้นที่กันเชียวที่ผู้คนจะได้ลิ้มลองอาหารที่ทำจากปลาที่จับมาสดๆ ใหม่ๆ และพืชผักที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี เหมือนเช่นชีวิตของผู้คนริมฝั่งโขงที่อาศัยพึ่งพิงระบบนิเวศของธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน
แม่น้ำโขง เป็นสายน้ำที่มีความยาวกว่า 4,880 กิโลเมตร ไหลผ่านประเทศจีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม สายน้ำแห่งนี้มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิต การทำมาหากิน ตลอดจนถูกใช้เป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้ามาแต่อดีต ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมและความเชื่อที่หลากหลายมายาวนาน เช่น พิธีสืบชะตาแม่น้ำ ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นต้น
ชีวิตเรียบง่ายของผู้คนริมฝั่งโขง ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องต่อสู้กับความคิดของคนกลุ่มหนึ่งที่มุ่งพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้ามาตอบสนองการใช้พลังงานของคนด้วยการสร้าง “เขื่อน”
อันที่จริงแนวคิดที่จะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงมีมานานแล้ว และมีความพยายามผลักดันมาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับความยอมรับ
จากการประชุมเรื่อง Regional Multi-Stakeholder Consultation on the MRC Hydropower Programme ที่นครเวียงจันทน์ ในระหว่างวันที่ 25-27 กันยายน 2551 ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง โดย Hydropower Programme ระบุว่า ข้อเสนอในการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างมีมานานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว แม้ช่วงเวลาหนึ่งแนวคิดนี้ได้เคยถูกละเลยไป เนื่องจากเป็นโครงการที่มีราคาสูงเกินไป และทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล แต่ปัจจุบันแนวคิดเหล่านี้กำลังหวนกลับมาอีกครั้ง
ยิ่งเมื่อประเทศจีนมีการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำจำนวนมาก รวมทั้งในลำน้ำโขง ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจึงวางแผนที่จะสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงขึ้นเช่นกัน ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงดำเนินไปเช่นนี้ เห็นทีว่าสายน้ำที่ผูกพันกับชีวิตผู้คนกว่า 50 ล้านคน คงจะเต็มไปด้วยเขื่อนที่วางเรียงรายติดๆ กันเลยทีเดียว
ทั้งนี้ในปัจจุบันรัฐบาลในลุ่มน้ำแม่น้ำโขงตอนล่างก็ได้เปิดไฟเขียวให้บริษัทเอกชนของไทย มาเลเซีย เวียดนาม รัสเซีย และจีน เข้ามาเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ โดยขณะนี้มีแผนที่จะสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง 11 เขื่อน โดยอยู่ในประเทศลาว 7 เขื่อน พรมแดนไทย-ลาว 2 เขื่อน และอีก 2 เขื่อนอยู่ในประเทศกัมพูชา
ในส่วนของพรมแดนของประเทศไทยและประเทศลาวที่มีแผนที่จะสร้าง 2 เขื่อนนั้น ได้แก่ เขื่อนปากชม ที่จังหวัดเลย และเขื่อนบ้านกุ่มที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้
การสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะทำได้เพียงลำพัง เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 และ 190 กำหนดให้ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนการสำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจก่อนที่จะลงมือสร้างอย่างจริงจัง ทั้งนี้ก็ควรนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการศึกษาให้ประชาชนได้ทราบด้วย
ล่าสุด การตื่นตัวของผู้คนริมฝั่งโขงในจังหวัดอุบลราชธานีต่อกรณีการสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม และการลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเห็นของประชาชนของคณะอนุกรรมาธิการและตรวจสอบโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนบ้านกุ่ม วุฒิสภา ได้ข้อสรุปออกมาว่า มันไม่คุ้มค่าและไม่คุ้มทุน
ตามรายงานการศึกษาความเหมาะสมและสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น เขื่อนบ้านกุ่ม ของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุไว้ว่า เขื่อนบ้านกุ่มมีกำลังผลิตติดตั้ง 1,872 เมกะวัตต์ มีมูลค่าการลงทุน 95,348 ล้านบาท (หากรวมเงินเฟ้อก็อยู่ที่ประมาณ 1,200,000 ล้านบาท) แต่มีกำลังผลิตพึ่งได้ 375.68 เมกะวัตต์
ตัวเลขการลงทุนกับผลผลิตที่ได้ออกมามันสะท้อนว่า เราจะต้องใช้เงิน 254 ล้านบาทเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าเพียง 1 เมกะวัตต์เท่านั้น
นี่เป็นเพียงตัวเลขเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการลงทุน แต่ยังไม่ได้มองถึงความเสียหายหรือผลกระทบที่ต้องเกิดขึ้นกับชาวบ้านผู้ซึ่งได้รับความเดือนร้อนจากการสร้างเขื่อน โดยเฉพาะในมุมของผลกระทบต่อระบบนิเวศ ระบบของธรรมชาติที่เปลี่ยนไปกับการปรับตัวใหม่ของสิ่งมีชีวิตที่ยังคงต้องดำรงอยู่
ผลกระทบจากเขื่อนบ้านกุ่มจะทำให้เกิดพื้นที่น้ำท่วม 98,806 ไร่ โดยเป็นพื้นที่เกษตรริมโขง 13,858 ไร่ และส่งผลกระทบต่ออาชีพประมงชุมชนฝั่งไทยอีก 30 หมู่บ้าน และชุมชนทางฝั่งลาวอีก 18 หมู่บ้าน
หลังจากข่าวการสร้างเขื่อนบ้านกุ่มถูกเผยแพร่ ชาวบ้านในพื้นที่ก็แตกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกคือฝ่ายเอาเขื่อน และอีกฝ่ายคือปฏิเสธการมีเขื่อน
เหตุผลของการเอาเขื่อน เพราะต้องการไฟฟ้า และเงินชดเชยที่รัฐบาลจะให้เพื่อแลกกับค่าสูญเสียอะไรบางอย่าง ขณะเดียวกันฝ่ายที่ไม่เอาเขื่อนก็ให้เหตุหลว่า มันทำลายระบบนิเวศ น้ำจะท่วมบ้าน สูญเสียพื้นที่เกษตรกรรม และทำประมงไม่ได้ ความอุดมสมบูรณ์ทางน้ำที่เคยมีจะเลือนหายในพริบตา
นอกจากนี้ บทเรียนจากเขื่อนปากมูลก็สอนให้หลายคนรู้แล้วว่า แม้เขื่อนปากมูลจะสร้างอยู่บนลำน้ำสาขา แต่แม่น้ำทุกสายมันเชื่อมต่อกัน แค่ปิดแม่น้ำมูล ชาวบ้านยังได้รับผลกระทบมากมาย คราวนี้ปิดแม่น้ำโขงที่เป็นสายน้ำหลักด้วยแล้ว ลำน้ำสาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็คงเกิดความเปลี่ยนแปลงมิใช่น้อย
“คนน้ำโขงและน้ำมูลเป็นพี่น้องกัน เขาจะมีการเล่าสู่กันฟังว่า ฝ่ายค้านเป็นอย่างไร ฝ่ายเอาเขื่อนเป็นอย่างไร แต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็ไม่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น วิถีชีวิตเปลี่ยน ค่าชดเชยที่ได้มาก็ใช้หมด บางคนเอาไปซื้อรถ บางคนเอาไปเล่นไพ่ ไฮโล บางคนตั้งหลักได้ แต่ก็ไม่ได้ดีเหมือนเดิม” รวงทอง จันดา หนึ่งในคณะทำงานของอนุกรรมาธิการฯ เล่าสิ่งที่เธอได้สัมผัสมาจากชาวบ้าน
รวงทองเล่าต่อว่า บางคนที่หาผลประโยชน์กับชาวบ้านก็แยกมวลชนออก นำกลุ่มเอาเขื่อนออกมาสู้ ลงไปสำรวจพื้นที่ สำรวจต้นไม้เพื่อรอรับเงินค่าชดเชย บางคนก็ลงไปซื้อที่ดินในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน บางคนยื่นมือให้ความช่วยเหลือวิ่งเต้นขอโฉนดที่ดินจากทางราชการให้กับชาวบ้าน โดยคิดค่าแรง เช่นที่ดิน 10 ไร่ ขอค่าแรง 2 ไร่ กระบวนการเหล่านี้เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นที่เขื่อนปากมูล และจะพบเห็นได้ในช่วงแรกที่มีการประกาศจะสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม
กลุ่มคนที่ใช้ไฟฟ้า แต่วิถีชีวิตไม่ได้พึ่งพิงกับธรรมชาติแม่น้ำโขง อาจไม่รู้ซึ้งถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ว่า เขาจะมีผลกระทบอย่างไรหากมีการสร้างเขื่อน แต่ชาวบ้านที่ฝากชีวิตไว้กับสายน้ำโขงแห่งนี้ ย่อมตระหนักดีถึงผลกระทบมหาศาลที่จะได้รับโดยตรง
ผลกระทบที่ว่าก็คือ ไม่มีปลา แล้วจะกินอะไร ประกอบอาชีพอะไร
ไม่มีผัก ไม่มีผลิตผลทางการเกษตรจากริมโขง แล้วชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร
“พี่น้องอย่าให้สร้างเขื่อนเลย เปิ้นชดใช้ให้จริง แต่มันไม่คุ้ม ชีวิตที่ตื่นมาลงน้ำก็ได้กิน แต่พอมีเขื่อน ก็หากินยาก” นางสังวาลย์ บุญน้อย ชาวบ้านในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ เล่าให้ฟังถึงคำเตือนจากญาติที่อาศัยอยู่บริเวณเขื่อนปากมูล
เราเรียนรู้ผลประโยชน์ที่จะได้จากเขื่อน เรียนรู้ถึงเม็ดเงินที่จะได้จากการขายไฟฟ้า แต่ไม่เรียนรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่า เม็ดเงินที่ต้องจ่ายเพื่อสร้างเขื่อน เม็ดเงินที่สูญหายจากการประกอบอาชีพและแหล่งท่องเที่ยว และเม็ดเงินที่ต้องนำมาฟื้นฟูและเยียวยาสภาพธรรมชาติที่มันเปลี่ยนไปอย่างสาหัส
คงต้องถามกันใหม่แล้วล่ะว่า คุ้มค่าไหมที่จะลงทุน...
