ภาพยนตร์ โฮมสเตย์ พิซซ่า กับบ้านแม่กลางหลวง

เรื่องและภาพ - ชฎาพันธุ์ มลิพันธุ์

การท่องเที่ยวที่จัดการโดยชุมชน (Community-based Tourism) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นชวนให้ติดตามอยู่เสมอ ภายใต้แนวคิดของการพัฒนาอันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง หลายหมู่บ้านหลังจากได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวก็ลู่เข้าหาวัตถุนิยม เจือปนไปด้วยวัฒนธรรมต่างถิ่นตามครรลองของอุปสงค์และอุปทานอย่างเห็นได้ชัด

บ้านแม่กลางหลวง เป็นหนึ่งตัวอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ท่ามกลางชุมชนจำนวนมากมายหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวที่จัดการโดยชุมชน ไม่ว่าจะเป็นบ้านแม่กำปอง บ้านดอยปุย ดอยหลวงเชียงดาว ฯลฯ  

เพียง 1 กิโลเมตรจากทางหลวงหมายเลข 1009 กม. 26 มุ่งสู่ดอยอินทนนท์ บ้านแม่กลางหลวงช่างสะดวกแก่การไปเยือนจากคนต่างถิ่น กลายเป็นความสุขที่เข้าถึงได้ไม่ยากจากบรรยากาศธรรมชาติโอบล้อมด้วยทิวเขางดงาม ผืนป่าเขียวครึ้ม ธารน้ำชุ่มชื่น หล่อเลี้ยงชาวบ้านกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) ให้มีวิถีพื้นบ้านที่สุขสงบจากการทำนาแบบขั้นบันได ไปพร้อม ๆ กับการปลูกกาแฟ ทอผ้า และเลี้ยงสัตว์

แต่อีกด้านหนึ่งก็ชวนให้ถอนหายใจแรง ๆ หลายครั้งกับบ้านพักใหม่ ๆ เรียงรายริมลำธาร ทั้งสร้างเสร็จแล้วและกำลังสร้าง ทรวดทรงผิดแผกแตกต่างจากบ้านเรือนของคนในพื้นที่ ไหนจะเป็นกองขยะเป็นระยะ ๆ พร้อมกับร่องรอยเผาขยะในทุ่งนา รวมไปถึงซุ้มขายพิซซ่าสีแดงแรงแปร๋น!

แน่นอน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากแนวคิดทางการตลาด ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวซึ่งนำรายได้มาสู่ชุมชน  

สมศักดิ์ คีรีภูมิทอง หนึ่งในผู้นำชุมชนบ้านแม่กลางหลวง ตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจท่องเที่ยวในชุมชนเล่าให้ฟังว่า บ้านแม่กลางหลวงเปิดพื้นที่การท่องเที่ยวมาประมาณ 8 ปี เขานี่เองที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทว่าปัจจุบันไม่ได้เป็นสมาชิกแล้ว หันมาทำธุรกิจท่องเที่ยวอย่างเต็มตัวโดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตร (ธกส.) มาสร้างที่พัก ถนน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ 

สมศักดิ์แบ่งนักท่องเที่ยวของเขาออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นนักท่องเที่ยวที่พักกับชาวบ้าน คิดเป็นรายหัว 200 บาทต่อคืน หรือที่เรียกติดปากกันว่า "โฮมสเตย์" กลุ่มนี้จะสนใจกิจกรรมสื่อสารธรรมชาติและชุมชน เป็นชาวต่างชาติ 80 - 90%  ส่วนกลุ่มที่สองเป็นนักท่องเที่ยวประเภทรักสนุก ใช้บ้านพักบริการหลังละ 1,000 - 2,000 บาท กลุ่มนี้เป็นชาวไทย 80% ซึ่งทั้งหมดนี้เขายอมรับว่านักท่องเที่ยวไทยสร้างขยะมากที่สุด  

นอกเหนือจากมีธรรมชาติงดงาม และเอื้อต่อการเข้าถึงพื้นที่ได้ง่ายเป็นสิ่งจูงใจ ตัวเร่งปฏิกริยาเคมีให้นักท่องเที่ยวไทยหลั่งไหลมาเยือนบ้านแม่กลางหลวง  หนีไม่พ้น "สื่อ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาพยนตร์ที่ใช้บ้านแม่กลางหลวงเป็นสถานที่ถ่ายทำไปแล้ว 2 เรื่อง นั่นก็คือ “รักจัง” (2549) และ “หนึ่งใจเดียวกัน” (2551)  

วัฒนธรรมยอดนิยมนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างน้อย ๆ น้ำตกผาดอกเสี้ยวชั้นที่ 7 สวยงามถูกเรียกขานกันว่า "น้ำตกรักจัง" ตามชื่อภาพยนตร์ ไหนจะมีเรือนพักบางส่วนในภาพยนตร์เรื่อง "หนึ่งใจเดียวกัน" ที่ยังคงเก็บรักษาไว้ ส่งผลให้ชุมชนปกาเกอะญอบ้านแม่กลางหลวงที่มีจำนวนประมาณ 690 คน 145 หลังคาเรือน มีอาชีพหลักคือทำนา อาชีพเสริมคือปลูกพืชอื่น ๆ เช่น กาแฟ รวมทั้งการทอผ้า เริ่มหันเข้าหาการท่องเที่ยวมากขึ้น   

อย่างไรก็ตาม สมศักดิ์ยืนยันว่าบ้านแม่กลางหลวงทำธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอาชีพเสริมเท่านั้นและจะทำให้ชุมชนมีแต่ได้กับได้ "เมื่อก่อนเราไม่มีอะไรทำนอกจากปลูกข้าวแล้วก็ล่าสัตว์ในป่า เดี๋ยวนี้ไม่มีการล่าสัตว์แล้ว หลายคนเปลี่ยนอาชีพมาเป็นไกด์นำทางนักท่องเที่ยวเดินป่าเข้าไปดูนก น้ำตก มีรายได้เฉลี่ย 300 - 1,000 บาทต่อเที่ยว ถ้าเป็นไกด์ดูนกจะแพงขึ้นเป็น 1,000 - 1,500 บาท ส่วนเกษตรกรรมที่ใช้สารเคมีก็ลดลงเหลือแค่ 10%"  

กว่าจะมาเป็นวันนี้ สมศักดิ์ต้องเหนื่อยยากต่อสู้กับเสียงคัดค้านจากคนในชุมชนมากมาย "ผมทำธุรกิจนี้ให้ชุมชนมาหลายปี ไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว (หมายถึงค่าแรง) ควักกระเป๋าเองตลอด ต้องกู้เงินมาทำโน่นทำนี่ อุปสรรคมักจะเกิดจากภายใน ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เพราะผมเป็นคนกลาง แต่คนที่ไม่เห็นด้วยกับผมเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ก็มาทำเรื่องท่องเที่ยวเหมือนผม" ซึ่งเขารวมความถึงบ้านผาหมอนซึ่งถือว่าเป็นเครือข่ายของบ้านแม่กลางหลวง และผู้นำชุมชนเกี่ยวดองเป็นญาติทางภรรยาของเขา แต่ที่นั่นรองรับเพียงนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 6 - 10 คน ซึ่งเป็นขาประจำชาวต่างชาติแทบทั้งสิ้น 

ทั้งนี้ บ้านแม่กลางหลวงถือเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายลุ่มแม่กลางตอนบน มีเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนประมาณ 10 แห่ง เป็นชาวปกาเกอะญอ 7 หมู่บ้าน ส่วนที่เหลือเป็นชาวม้ง โดยนอกจากจะสนับสนุนอาชีพชุมชน เช่น ไกด์ท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือ ยังมีการจัดสรรรายได้จากการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยกันป้องกันไฟป่า รวมทั้งเป็นทุนการศึกษาและจัดงานบุญร่วมกัน  

ผลประโยชน์ที่เป็นอานิสงส์จากการท่องเที่ยว ก็คือเป็น "สะพานให้ธุรกิจ" ให้คนนอกพื้นที่เข้าถึงผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางซึ่งเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์อย่างแต่ก่อน ซึ่งเขาเองก็เป็นเจ้าของสินค้าข้าวและกาแฟอินทรีย์ยี่ห้อ "สมศักดิ์" โดยเชื่อมั่นว่าแม้ไม่ได้มาตรฐานรับรองจากหน่วยงานรัฐ แต่เป็นของดีจากชุมชน ขณะเดียวกันเมล็ดกาแฟส่วนหนึ่งจะถูกส่งออกไปยังต่างประเทศผ่านทางตัวแทน (Broker) ด้วย 

สำหรับมุมพิซซ่าสีแดงสุดแสนบาดตา ณ จุดบริการกาแฟสดฟรีให้แก่นักท่องเที่ยวก็เป็นของเขาเช่นกัน สมศักดิ์ไม่เห็นว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมตรงไหน "นักท่องเที่ยวบางคนถามหาของกินแบบแพง ๆ ผมก็จะมีให้ ผมเป็นพวกขี้หมั่นไส้" จากการพูดคุยกันมาหลายชั่วโมงก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคน "แรง" ชอบทดลองและแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ ด้วยความมั่นใจในตัวเองสูง ผ่านร้อนผ่านหนาวกับคนต่างถิ่นมามากมาย รวมทั้งการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ของคนนอก หากไม่นับประสบการณ์โชกโชนจากการที่ตัวเขาเองไประหกระเหินผจญภัยในกรุงเทพมหานครตั้งแต่วัยรุ่น  

แต่นั่นก็เป็นภาพชัดเจนของการจัดการที่ขึ้นกับผู้นำ และเป็นสัญญาณให้เห็นกระแสวัตถุนิยมที่แฝงเข้ามาพร้อมกับการพัฒนาเพื่อผลประโยชน์ของชุมชน ซึ่งปัจจุบันบ้านแม่กลางหลวงไม่หยุดเปลี่ยนตัวเองเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาเยือนกันอย่างน้อย ๆ 20,000 - 30,000 คนต่อปีด้วยสิ่งปลูกสร้างใหม่ ๆ ริมลำธาร ขณะที่การพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ก็ดูจะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยังเดินทางไปไม่ถึงฝั่งฝัน  

แม้จะมีการจัดการระบบสุขอนามัยด้วยการใช้ถังบำบัดรองรับสิ่งปฏิกูลจากนักท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้ไหลลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง และพึ่งพิงอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ให้เป็นผู้จัดเก็บขยะ แต่ไฟฟ้าที่เคยผลิตได้เองจากพลังน้ำกลับถูกแทนที่ด้วยสินค้าของรัฐเพื่อป้อนพลังงานให้ชุมชนไม่ขาดตอน หรือที่เห็นว่ามีแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับมาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสนามหญ้า ก็ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง  

เสียงสะท้อนจากสมาชิกหลายคนในชุมชนบอกว่า พวกเขาไม่ชื่นชมยินดีกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เข้าที่เข้าทางที่เกิดขึ้น "ชาวบ้านไม่ชอบ เขาว่าเสียบรรยากาศ ดูสิ สร้างบ้านพักเยอะแยะ เมื่อก่อนตรงนี้เป็นแปลงนาปลูกข้าว" คนที่ในร้านอาหารเล่าให้ฟัง ส่วนอีกรายบอกอย่างปลง ๆ ว่า นี่เป็นการชี้นำของผู้นำชุมชน ซึ่งหมายถึงผู้ใหญ่บ้าน รองผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งคุณสมศักดิ์เองด้วย  

เสียงสุดท้ายจากคนขับมอเตอร์ไซด์ใจดีที่อุตส่าห์ให้ผู้เขียนซ้อนท้ายกลับเข้าไปในเมืองยิ่งชวนเศร้าใจ "เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปหมด ไหนจะสร้างบ้านพักใหม่ ๆ เพื่อการท่องเที่ยว ส่วนปกาเกอะญอรุ่นใหม่ก็ไม่มีใครอยากใส่ชุดกะเหรี่ยงกันแล้ว นักท่องเที่ยวหลายคนที่เคยประทับใจในวิถีชาวบ้านก็ไม่อยากกลับมาอีก" 

หมายความว่านักท่องเที่ยวกลุ่ม "โฮมสเตย์" ที่สนใจวิถีชุมชนกำลังจะหดหายไป แทนที่ด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวรักสนุก เฮฮาปาร์ตี้ ทับถมความเจริญทางวัตถุและความทุกข์ของสมาชิกชุมชนให้มากขึ้นเรื่อย ๆ!! 

บ้านแม่กลางหลวงอาจไม่ใช่ที่แห่งเดียวในเมืองไทยที่กำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้ แต่ในห้วงเวลาที่ไม่อาจหวังพึ่งแต่สำนึกของนักท่องเที่ยว ย่อมขึ้นกับการจัดการและเห็นดีเห็นงามของชุมชนด้วยว่า จะทำให้ผลกระทบนั้นเป็นไปในทางบวกหรือลบ  

เพราะสุดท้ายแล้วคนต่างถิ่นก็แค่หมุนเวียนเปลี่ยนหน้า ผ่านเข้ามาในช่วงสั้น ๆ แล้วจากไป ...หลงเหลือไว้แต่เพีียงชุมชนที่ต้องดำเนินชีวิตร่วมกับความเปลี่ยนแปลงนั้นในระยะยาว
 

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย