เมื่อทะเล “กระชับพื้นที่” และเรามี “ชายฝั่งที่หายไป”

เรื่อง/ภาพ: สุเจน  กรรพฤทธิ์

จากกระแสข่าวคราว “โลกร้อน”ที่ร้อนแรงมาหลายปี…ภาพโบสถ์วัดขุนสมุทรจีน จังหวัดสมุทรปราการกำลังโดนลูกคลื่นขนาดใหญ่ในฤดูมรสุมซัดกลายเป็นภาพคุ้นเคยและติดตาคนไทยเมื่อพูดถึงปัญหาเรื่องโลกร้อนและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะคนเมืองหลวงซึ่งรับสื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้จากหลากหลายช่องทาง

ทว่า นอกจากภาพ “ชายฝั่งที่หายไป” ที่ปรากฎอยู่ที่บ้านขุนสมุทรจีนแล้ว เรายังมี “ชายฝั่งที่หายไป”อีกแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวเสียจนเราแทบไม่รู้สึกว่ามันมีตัวตนอยู่

ชายฝั่งที่ว่านั้นมีระยะทางยาว 5 กิโลเมตร เป็นหาดโคลนอยู่ในเขตบางขุนเทียน พื้นที่เดียวของกรุงเทพฯ ที่ติดทะเล และระยะทาง 5 กิโลเมตรนี้ เป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งกว่า 600 กิโลเมตรหรือร้อยละ 23 ของชายฝั่งทะเลทั้งหมด 2,667 กิโลเมตรของประเทศไทยที่ถูกทะเลกลืนกินไปทุกปี ปีละ 5-10 เมตร โดยความรุนแรงของการกัดเซาะกลืนกินนั้นขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่

เฉพาะในเขตบางขุนเทียนเองปัจจุบันเสียพื้นที่ให้กับ “การรุกรานของน้ำทะเล”ไปแล้วหลายร้อยไร่ ถ้านับรวมกับแนวชายฝั่งบริเวณก้นอ่าวไทยในเขตจังหวัดสมุทรปราการเข้าไปด้วยแล้วจะพบว่ามีการกัดเซาะรุนแรงเป็นแนวยาวถึง 82 จาก 120 กิโลเมตร โดยเฉลี่ยทะเลจะรุกเข้ามา “กระชับพื้นที่”ปีละ 25 เมตร

และถ้ายังไม่หลงลืมกัน ปี 2550 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change-IPCC) ออกรายงานฉบับหนึ่งระบุว่า “พื้นที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยปกติ เนื่องจากมีการทรุดตัวของแผ่นดินจากการสูบน้ำบาดาล ปริมาณน้ำใต้ดินที่ลดลง ตะกอนที่ไหลลงสู่ปากแม่น้ำน้อยลงจากการสร้างเขื่อน ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะทำให้กรุงเทพฯ \มหานครขนาดใหญ่ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 12 เมืองใหญ่ของโลกกำลังเสี่ยงกับภาวะน้ำท่วม และจะมีประชากรกว่า 10 ล้านคน (อันหมายถึงคนที่นั่งอ่านข้อความนี้อยู่ในเมืองหลวง-ผู้เขียน) ได้รับผลกระทบ”

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เคยจำลองสถานการณ์เรื่องนี้เอาไว้ว่า หากน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน 1 เมตร จะส่งผลกระทบกับพื้นที่ชายฝั่งของไทยทั้งหมด 25 จังหวัด มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 3 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหาย 3 ล้านล้านบาท (3,000,000,000,000) และพื้นที่ที่เสียหายมากที่สุดก็คือกรุงเทพฯ สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช และสงขลาตามลำดับ และถ้านับรวมมูลค่าความเสียหายทุกอย่างอาจถึง 3.3 ล้านล้านบาท

ประเทศไทยจะมีมูลค่าความเสียหายจากเรื่องนี้สูงเป็นอันดับ 6 ของโลก และหากนับเฉพาะเมืองกรุงเทพฯ มีมูลค่าความสูญเสียสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก หรือ 3 ล้านล้านบาท

ในช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาคนที่ตื่นตัวกับปัญหานี้แล้วลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ไขสถานการณ์กลับไม่ใช่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐใดๆ กลับกลายเป็นประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่ต้องลุกขึ้นมาปกป้อง “บ้าน”ของพวกเขา

ในเขตจังหวัดสมุทรปราการซึ่งที่ดินจมน้ำไปแล้ว 11,104 ไร่ ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีนมีความเคลื่อนไหวชัดเจนที่สุด ประชาชนในมู่บ้านนี้หลายคนย้ายบ้านมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งเพื่อหนีการกลืนกินของท้องทะเล

จุดหมายตาของบ้านขุนสมุทรจีนที่คนไทยทั่วประเทศรู้จักดีที่สุดก็คือพระอุโบสถของวัดขุนสมุทราวาสที่แต่ก่อนห่างจากชายฝั่งหลายกิโลเมตร แต่วันนี้ถูกทะเล “กระชับพื้นที่”จนที่ดินรอบๆ วัดกลายเป็นเกาะเล็กๆ ที่ยื่นออกไปในทะเลเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้พระในวัดต้องปกป้องผืนแผ่นดินของวัดเอาไว้อย่างยากลำบากเมื่อฤดูมรสุมของแต่ละปีเดินทางมาถึง

ชาวบ้านที่นี่ยังร่วมงานกับนักวิชาการอย่าง ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ที่ได้รับทุนวิจัยจาก สกว. สร้างเขื่อนสลายกำลังคลื่น “ขุนสมุทรจีน 49A2” ซึ่งมีลักษณะเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นมากกว่า และจากการทดลองสร้างในช่วงหนึ่งของแนวชายฝั่งปรากฎว่าสามารถสกัดการรุกล้ำของน้ำทะเลได้ค่อนข้างดี ทว่า ตอนนี้ก็ยังเป็นเพียงงานวิจัยที่มีความหวังสูงสุดเท่านั้น

พวกเขาจึงพยายามตีฆ้องร้องป่าวเพื่อร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเนื่องจากปัญหานี้เกินกำลังของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะคิดและทำแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ก็มีเสียงตอบสนองน้อยอย่างยิ่ง

ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งที่ผ่านมาเสียพื้นที่ชายฝั่งแล้วกว่า 1,600 ไร่  ชุมชนทะเลบางขุนเทียน ชุมชนเสาธง ชุมชนศรีกุมาร ชุมชนคลองพิทยาลงกรณ์ ชุมชนแสนตอ ชุมชนหลวงพ่อเฒ่า พยายามรวมตัวกันเพื่อปลูกป่าชายเลนเสริมแนวกันคลื่นลม

ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ชายฝั่งของอีก 2 สมุทรคือ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ก็มีความเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน และพวกเขาพยายามเรียกร้องให้มีการเชื่อมข้อมูลและทำการแก้ไขปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน

ตรงกันข้ามกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีงบประมาณสูงสุดของประเทศอย่าง กทม. กลับคิดถึงแต่โครงการขนาดใหญ่ อาทิ โครงการสร้างไส้กรอกทรายกันคลื่น (Sand Sausage) มูลค่า 300 ล้านบาท ในสมัยของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อมาโดนต่อต้านจากคนในพื้นที่อย่างหนักเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีนำเข้ามาจากต่างประเทศ ที่ผ่านมามีการใช้ในบริเวณหาดทราย ไม่ใช่หาดโคลน อาจทำให้เกิดการแตกของถุงทรายและไปทำลายระบบนิเวศบริเวณดังกล่าวได้ จนในที่สุดต้องพับโครงการไปในช่วงกลางปี 2551 ก่อนที่ทาง กทม. จะเงียบหายไปในกลีบเมฆและไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย

ขณะที่รัฐบาลชุดอภิสิทธิ์มีเพียงการทำยุทธศาสตร์การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลภายในเวลา 20 ปี (2550-2570) โดยจะให้มีระบบฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ รวมทั้งมีนโยบาย แนวทาง มาตรการในการดำเนินงานระดับพื้นที่ในกรอบยุทธศาสตร์เดียวกัน และการออกมากล่าวของนายกรัฐมนตรีว่าได้ให้ความสำคัญต่อปัญหานี้เป็นปัญหาระดับชาติ

“เนื่องจากมีประชากรและชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลกว่า 12 ล้านคน เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์สำหรับการพัฒนา เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ สาเหตุเกิดจากธรรมชาติมีความรุนแรง เนื่องจากมีการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลอย่างเข้มข้น ขาดการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้ปัญหามีความซับซ้อน แนวทางการบูรณาการนโยบายและการปฏิบัติ โดยใช้ยุทธศาสตร์การจัดการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง 20 ปี และยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเครื่องมือในการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งแนวนอน และแนวดิ่ง ถือว่า การทำงานสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว”

ซึ่งก็มีอยู่เพียงเท่านั้นโดยที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการ “เล่นการเมืองเรื่องกระชับพื้นที่”กับม็อบและฝ่ายตรงข้ามเป็นหลัก

บางทีเราคงต้องบอกนายกอภิสิทธิ์ว่าก่อนจะไป “กระชับพื้นที่ใคร”เรามาช่วยกันคิดเรื่อง “ขอคืนพื้นที่”จากน้ำทะเลให้จริงจังดีกว่า เพื่อรักษาชีวิต รักษาดินแดนของประเทศไทยเอาไว้ให้กับอนุชนรุ่นหลังต่อไป

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม