ขี่จักรยานออกถนนใหญ่ไม่ยากอย่างที่คิด

ช่วงนี้ไปไหนๆ เห็นคนขี่จักรยานเยอะขึ้น ส่วนตัวแล้วแอบสนใจ อยากขี่ไปทำงานมั่ง แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ สงสัยว่ามันจะเป็นไปได้ขนาดไหนนะ
                                                                                                             
                                                                                                         น้อย ฝั่งธนฯ

 

 

คุณน้อยจ๋า
เป็นไปได้ทุกขนาดเลยจ้ะ
เพราะความอยากและความสนุกของการขี่จักรยานจะผลักดันให้คุณน้อยกระโดดขึ้นอานได้ในที่สุด
ถึงความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคิดถึง แต่นั่นคงไม่ใช่อุปสรรคหนักหนาถึงขั้นจะหยุดหัวใจนักปั่นได้

การขี่จักรยานบนท้องถนนกรุงเทพฯ หรือไม่ว่าจะที่ไหนๆ ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง  เพราะความห่วงใยเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง (และคนอื่นๆ) นั่นแหละที่จะช่วยการขี่จักรยานของคุณน้อยราบรื่นและปลอดภัย

ป้าคงไม่อาจคลายความสงสัยของคุณน้อยได้ นอกจากจะเชิญชวนให้คุณน้อยลองขี่จักรยานด้วยตัวเอง  ถ้ากังวลก็ดูป้าลุงและสาวยาคูลท์ที่ขี่จักรยานประจำเป็นจุดอ้างอิง แล้วนำมาเป็นกำลังใจก็ได้  เข้าทำนอง “เขาทำได้ เราย่อมทำได้”

และถ้าคุณน้อยสังเกต ก็จะเห็นว่าทางด้านซ้ายมือสุดของถนนหลายสายในกรุงเทพมหานครมีเลนเล็กๆ พื้นสีเขียวขอบสีขาว ปะรูปจักรยานกลางเลน นั่นคือเลนจักรยาน

เลนเหล่านี้ใช่ว่าจู่ๆ ก็เกิดขึ้นเอง  แต่มันมาด้วยการเรียกร้องและต่อสู้โดยสามัญชนที่เห็นว่าจักรยานควรถูกนับเป็นพาหนะหนึ่ง ซึ่งมีศักดิ์ศรีมากพอเท่าเทียมกับยวดยานอื่นๆ

ถึงแม้ว่าหลายเลนจะถูกรถยนต์จอดทับ หรือพาดขึ้นไปบนฟุตบาท ซึ่งมีคิวรถตู้จอดทับเลนอยู่อีกที ไม่ก็พาดบนตะแกรงท่อระบายน้ำ แต่คนใช้จักรยานเป็นพาหนะในชีวิตประจำวันก็บอกว่า “ยังดีกว่าไม่มี”

ลองทอดตาไปทางฝั่งซ้ายของท้องถนน คุณน้อยจะได้เห็นว่าคนขี่จักรยานมีมากมายหลายประเภทมากขึ้น  ทั้งที่ดูมืออาชีพสุดๆ ประเภทครบเครื่องเรื่องยานพาหนะ แฟชั่น และอุปกรณ์ ทั้งคนทำงาน ทั้งพ่อแม่พาลูกปั่นจักรยานในวันหยุด ทั้งคุณแม่ที่ขี่พาลูกไปรับส่งโรงเรียน คนรับจ้างส่งของ กระทั่งอาม่าอาแปะที่ใช้จักรยานแม่บ้าน

ไม่ว่าจะเพราะรักโลกหรือไม่มีทางเลือกอื่น ยังไงๆ จักรยานก็ยังมีคนใช้เป็นประจำอยู่ดี  นับเป็นพาหนะเก่าแก่ที่ยังมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยร่วมถนนกับยานยนต์อื่นๆ มากว่า 200 ปีเข้านี่แล้ว

คุณน้อยมีจักรยานแล้วหรือยัง  ถ้ายังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าจะซื้อดีหรือเปล่า ป้าขอแนะนำให้คุณน้อยลองยืมจักรยานสีเขียวของ กทม. ตามจุดท่องเที่ยวหลายแหล่ง ขี่ชมเกาะรัตนโกสินทร์หรือไหว้พระ 9 วัดในเช้าวันหยุดดูก่อน

ที่แนะนำอย่างนี้เพราะหลานคนหนึ่งของป้าแตงได้ทดลองขี่จักรยานที่ว่า และพบว่าการขี่จักรยานไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เธอคิดไว้แต่แรก ขอเพียงแต่มีสติและระมัดระวังเท่านั้น...หรือถ้าไม่ค่อยมีก็จะได้ฝึกไงล่ะ

ส่วนทักษะและความเชี่ยวชาญในการขับขี่นั้น ถ้ายังมีไม่มากก็อย่าเพิ่งใจร้อน ค่อยๆ ไปไม่ต้องซิกแซก  ขี่บ่อยๆ เข้าก็จะค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นไปเอง

สำหรับหลายคน การขี่จักรยานนับเป็นการทำความรู้จักกับร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง  บางคนอาจพบว่าตัวเองทำได้มากกว่าที่คิด  ตอนแรกถีบรถขึ้นสะพานไม่ไหว จะลงจูงก็ไม่เห็นเสียศักดิ์ศรีอะไร  นานๆ เข้าก็วิ่งฉิวด้วยความภาคภูมิใจ

นอกจากจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้นแล้ว คนขี่จักรยานจะยังได้รู้จักได้พบเห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยมองข้าม  เพราะเมื่อจักรยานวิ่งไม่เร็วเกินไป เราก็มีเวลา “มอง” และ “เห็น” สองข้างทาง (รวมทั้งผู้คนและสิ่งต่างๆ ที่อยู่บนนั้น) มากขึ้น  แถมยังได้สนุกกับเส้นทางลัดเลาะใหม่ๆ อีกด้วย  คนเราชอบการค้นพบเสมอ

มีคนบอกว่า จักรยานเป็นพาหนะที่รับผิดชอบโลก  เป็นพาหนะที่อนุญาตให้เราได้พึ่งตนเอง เป็นอิสระจากบริษัทขายน้ำมัน ค่าทางด่วน ศูนย์บริการรถยนต์ ตำรวจ ที่จอดรถ และการจราจรติดขัดอย่างสมบูรณ์

เมื่อจักรยานถูกขี่ลงถนนมากขึ้น ภาพของจักรยานและคนขี่จักรยานก็จะชัดขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ขับขี่ยวดยานอื่นๆ “มองเห็น” รับรู้ว่าจักรยานมีตัวตนจริง และเป็นส่วนหนึ่งของท้องถนนด้วย  เมื่อนั้นก็จะไม่มีใครกังขาอีกว่าการขี่จักรยานบนท้องถนนเป็นไปได้หรือไม่

                                                                         ปั่นให้สนุกไปเลยนะ
                                                                                                   ป้าแตง

ป.ล.    มีคนเคยให้เทคนิคสำหรับเริ่มต้นขี่จักรยานไว้  ป้าขอเขามาลงเอาไว้ตรงนี้ด้วยจ้ะ
การขี่จักรยานบนถนนใน กทม. เป็นไปได้ แต่ควรนึกถึงสิ่งต่อไปนี้ :
1. ควรมีทักษะเบื้องต้นในการควบคุมรถพอสมควร อย่างน้อยก็ขี่มือเดียวได้  รู้จักใช้สะโพก แขน ขา เข่า อย่างเหมาะสม โดยไม่ทำให้ส่วนใดบาดเจ็บไปเสียเองเพราะการขับขี่ที่ผิดท่า 
2. ขี่จักรยานที่เหมาะกับตัวเอง  ขายืดยันถึงพื้นได้  แฮนด์และเบรกอยู่ในตำแหน่งที่จับบังคับสบาย
3. เพื่อความปลอดภัย ใช้หมวกกันน็อกที่พอดีกับศีรษะ
4. ตรวจดูสภาพถนนที่เราขี่เสมอ  สังเกตว่าพื้นผิวตรงไหนขุรขระ มีท่อหลุมที่ต้องระวังเป็นพิเศษ   ถ้าหลบไม่ได้ ควรขี่ผ่านไปอย่างมั่นใจ ไม่ลังเลจนรถโยกเยก
5. มองให้รอบด้าน ทำตัวให้คนอื่นเห็นเสมอ  สื่อสารกับผู้ใช้ถนนอื่นๆ ด้วยการโบกมือและแขน ด้วยรอยยิ้ม (หรือทำหน้าวีนในบางหน)  เราจำเป็นต้องเห็นคนอื่นและถูกเห็นอยู่เสมอ  เพราะคนขับรถมักบอกว่า “มองไม่เห็นจักรยาน”
6. สื่อสารด้วยสายตากับผู้ขับขี่รถคันอื่นๆ เพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นหุ่นยนต์
7. เพิ่มพูนทักษะการขับขี่เสมอ อย่าพลัดไปอยู่ในจุดบอดของรถข้างหน้า หรือเมื่อต้องการเลี้ยว อย่าลืมดูให้ดีก่อนว่ามีคนเห็นสัญญาณของเราหรือไม่  รักษาระยะปลอดภัยกับรถคันหน้าและรถที่อยู่ข้างๆ  ระวังประตูรถยนต์ที่อาจเปิดออกมาถูกเราได้ทุกเมื่อ และใช้ไฟกะพริบเสมอ ถ้าขี่ยามค่ำคืน
8. บรรทุกของขึ้นรถให้พอดี
9. ตรวจลมยางและเบรกเสมอก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
10. มีสติเต็มที่ในการขับขี่ทุกครั้ง (เช่นเดียวกับการขับรถยนต์ หรือแม้แต่การเดิน)  สติเท่านั้นที่จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา และผ่อนเบาให้เป็นปลอดภัย ทั้งยังช่วยให้มองเห็นความงามของสองข้างทางได้ดีอีกด้วย

 

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย