กาแฟ...หนึ่งแก้วที่น่าคิด
เพื่อนไม่ดื่มกาแฟมาบอกเราว่า กาแฟแค่แก้วเดียวใช้น้ำตั้ง 140 ลิตร แถมทำลายสิ่งแวดล้อมอีกต่างหาก เว่อร์ไปป่าว โปรดเคลียร์ด่วน !
อัญญา
วงเวียนใหญ่ กทม.
คุณอัญญาจ๋า
แอบเหวี่ยงเพราะเพื่อนไม่กินกาแฟมาบอกเราที่กินกาแฟใช่ไหมล่ะ แอบรู้สึกว่าเขาตำหนิเราล่ะซี
แม้ไม่รู้จุดประสงค์ที่พูด แต่เพื่อนคุณอัญญาพูดเรื่องจริงจ้ะ
ป้าขอข้ามประเด็นจากตัวเราและร่างกายของเรา เช่น ทำไมเราต้องกินกาแฟ เราติดกาแฟได้อย่างไร ทำไมเราต้องพึ่งพามันเพื่อจะเริ่มงานในแต่ละวันให้ได้ กาแฟสร้างปัญหาให้สุขภาพจริงไหม ฯลฯ ไปสู่เรื่องนอกตัว นั่นคือ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กันเลย
กาแฟร้อนหอมกรุ่นหนึ่งถ้วย หรือถ้าเป็นกาแฟเย็นแสนอร่อยชื่นใจ นั้น “ไม่ธรรมดา”
ว่ากันตั้งแต่ก่อนต้นกาแฟและเมล็ดกาแฟจะเป็นตัวเป็นต้นเสียด้วยซ้ำ
รู้ไหมล่ะว่าถิ่นฐานการปลูกกาแฟอยู่ไหนกันบ้าง
ถูก...บราซิล เวียดนาม โคลอมเบีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก Cote d’ Ivoire (ไอวอรีโคสต์) กัวเตมาลา เอธิโอเปีย ฯลฯ รวมทั้งไทยด้วย อ่านชื่อเร็วๆ เราก็อาจฉุกใจคิดว่า เหล่านี้เป็นประเทศกำลังพัฒนาทั้งนั้นนี่หว่า ในขณะที่ประเทศผู้ดื่มกาแฟรายใหญ่ที่สั่งซื้อกาแฟจากประเทศข้างต้นก็คือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น อิตาลี และฝรั่งเศส อันเป็นประเทศพัฒนาแล้วนั่นเอง
ในเมื่อมันเป็นการปลูกเพื่อขาย เป็นการปลูกแบบกระแสหลัก ก็ต้องเน้นผลผลิตให้ได้เยอะๆ นี่เองเป็นสิ่งที่กาแฟส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและระบบนิเวศ
ตั้งแต่ดั้งเดิมมา ชาวไร่กาแฟปลูกกาแฟแซมอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หลายชนิด และไม้ใหญ่หลากพันธุ์ไม่เพียงแต่ให้ร่มเงาแก่กาแฟ ยังเป็นบ้านของนก ผีเสื้อ แมลง กระรอก และสัตว์เล็กสัตว์น้อยอีกมากมาย ในกรณีนี้ กาแฟจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนั้น
ทีนี้ พอเข้าทศวรรษที่ 1970 หรือเมื่อ 40 ปีก่อน สหรัฐอเมริกาจัดแจงเป็นหัวขบวนชักชวนให้ชาวไร่เปลี่ยนมาปลูกกาแฟใต้แสงแดดโดยตรง (Sun cultivation) นั่นคือการปลูกเป็นแถวเป็นแนว ใต้เรือนยอดไม้ปกคลุมเล็กน้อยหรือไม่ต้องมีเลย เพื่อให้ได้แสงแดดเต็มที่
เทียบกับวิธีสมัยใหม่แล้ว การปลูกแบบดั้งเดิม ต้นกาแฟโตช้า ผลสุกช้า ให้ผลผลิตน้อยกว่า แต่รสดีกว่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีพื้นที่ให้สัตว์และพืชอื่นได้อาศัยอยู่ด้วยกัน

การปลูกกาแฟใต้แสงแดดทำให้ต้นกาแฟโตเร็วและได้ผลเร็ว แต่ที่สำคัญต้องตัดต้นไม้ใหญ่ออกไปให้หมดหรือเกือบหมด ต้องใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเพิ่ม ทำให้ระบบนิเวศดั้งเดิมเปลี่ยนไปจนเหลือแต่ต้นกาแฟ ต้นไม้ที่เคยเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ใหญ่น้อยก็ถูกตัดทำลาย สัตว์และพืชขาดที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร และตายไปในที่สุด จึงสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำและดินถูกปนเปื้อนด้วยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อชีวิตคนและสัตว์ทั้งหลาย
ที่สำคัญ ใครจะคิดว่ากาแฟ 1 ถ้วยใช้น้ำมากถึง 140 ลิตรในการปลูก บำรุงเลี้ยง และผลิตอย่างที่เพื่อนคุณอัญญาว่าไว้จริงๆ เพราะเราเห็นแต่น้ำร้อนที่อยู่ในถ้วย หรือถ้าเป็นกาแฟเย็น ก็เป็นน้ำเล็กน้อย+น้ำแข็งเท่านั้น
ในความเป็นจริงในกระบวนการผลิตสินค้าและอาหารแต่ละอย่าง ต่างก็ใช้น้ำในการผลิตด้วยกันทั้งนั้น แต่มันมักแอบแฝงจนเรามองไม่เห็น น้ำแอบแฝงนี้จึงถูกเรียกว่า “น้ำเสมือน” หรือ Virtual water
พอพูดถึงเรื่องน้ำ ก็ต้องหวนกลับไปมองประเทศผู้ผลิตกาแฟที่จำนวนไม่น้อยตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา ทวีปที่ได้ชื่อว่าแห้งแล้งมากที่สุดของโลก การปลูกกาแฟเพื่อส่งออกจึงเป็นการแย่งน้ำจากชาวบ้านในท้องถิ่นมาผลิตสินค้าให้คนที่อยู่ห่างไกลค่อนโลกได้ดื่มสบายๆ นั่นเอง
ส่วนชาวไร่กาแฟผู้ปลูก นอกจากจะต้องใช้สารเคมีอย่างหนักหน่วงและเป็นพิษต่อตัวเองแล้ว ยังถูกเอารัดเอาเปรียบ ทั้งในแง่ของราคากาแฟและค่าแรงเช่นเดียวกับแรงงานในส่วนอื่นๆ ชาวไร่กาแฟราว 25 ล้านคนที่อาศัยอยู่ใน 50 ประเทศที่ปลูกกาแฟ ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในวงจรของหนี้สินและความจนไม่รู้สิ้นสุด ความที่ระบบเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันตั้งอยู่บนฐานของการเอาเปรียบแรงงานราคาถูก เจ้าของไร่กาแฟปลูกไม่มีวันได้กำหนดราคาสินค้าเอง แต่ขายตามราคารับซื้อของบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งก็มักกดราคาเพื่อให้ต้นทุนสินค้าต่ำ
กาแฟหนึ่งแก้วไม่ใช่แค่กาแฟหนึ่งช้อนกับน้ำร้อนหนึ่งถ้วยด้วยประการฉะนี้
แล้วคิดดู...เฉพาะที่อเมริกา คนอเมริกัน 130 ล้านคนที่กินกาแฟเป็นประจำล่ำสัน คิดเป็น 15,390 ล้านแก้วต่อปี กาแฟจึงเป็นสินค้านำเข้าอันดับสองรองจากน้ำมัน และนำเข้าเป็นอันดับหนึ่งของสินค้าอาหาร
ในบ้านเรา 5-10 ปีที่ผ่านมานี้ ตลาดกาแฟเติบโตขึ้นมากมายเหลือเกิน คนไทยกินกาแฟมากขึ้น โดยเฉพาะกาแฟสด ชนิดที่เดี๋ยวนี้ไปไหนก็ต้องเจอ ไม่เป็นร้านไฮโซก็เป็นบูทเล็กๆ ตั้งอยู่ริมถนน ให้เลือกกินตั้งแต่แก้วละ 25-30 ไปจนถึง 100 ขึ้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่บัดนี้คนไทยดื่มกาแฟคนละ 200 แก้วต่อปี สูงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนถึง 4 เท่า
ดื่มกาแฟกันกระหน่ำขนาดนี้ จะต้องปลูกกาแฟกันกระหน่ำขนาดไหน
และ...ขอเพิ่มอีกประเด็น...ต้องใช้แก้วพลาสติกแก้วกระดาษทิ้งขว้างกันขนาดไหน
ตอนนี้หลายองค์กรทั่วโลกเลยรณรงค์ให้มีการปลูกกาแฟออร์แกนิกไม่ใช้ปุ๋ยไม่ใช้สารเคมี กาแฟปลูกใต้ร่มเงา และกาแฟที่ปะตราการค้ายุติธรรม (Fairtrade)
ซึ่งกาแฟของบริษัทใหญ่ๆ มักไม่ได้ผลิตด้วยวิธีแบบนี้
ของบ้านเรา เท่าที่ป้ารู้ กาแฟบางเจ้าอย่าง “ลานนากาแฟ” ก็ได้รับตราการค้ายุติธรรม หรือกาแฟ “บนดอย” เป็นกาแฟที่ปลูกใต้ร่มเงา ฯลฯ ถ้าใครรู้จักมากกว่านี้ได้โปรดบอกด้วยจ้ะ
ป้าเข้าใจดีว่าเรื่องกาแฟนี่ทำใจลำบาก เพราะว่ามันหอมอร่อย เบิกโลกยามเช้าของเราให้มีความสุขและพร้อมทำงาน เพราะป้าเองก็ดื่มกาแฟ...แม้จะเป็นช่วงๆ ก็เถอะ
แต่ในเมื่อในกาแฟหนึ่งแก้วมันมีเรื่องมากมายขนาดนี้ กาแฟแก้วถัดไปก็คงต้องคิดสักหน่อยละ
จริงไหมล่ะ
ป้าแตงไทย
ไม่มีใครอยากกินกาแฟที่มาจากการโค่นต้นไม้ ทำให้สัตว์ไร้ที่อยู่ ทำให้ดินและน้ำเป็นพิษ เอาเปรียบแรงงาน และสร้างขยะทิ้งไว้ให้โลกมากมาย – ดังนั้น เมื่อจะดื่มกาแฟแก้วถัดไป :
1. ลองอ่านฉลากกาแฟเพื่อดูแหล่งที่มา เราอาจเปลี่ยนมาดื่มหรือลองสลับมาอุดหนุนกาแฟออร์กานิก กาแฟปลูกใต้ร่มเงา หรือกาแฟตราการค้ายุติธรรมดูบ้าง
2. กาแฟจากข้อ 1 ถ้าปลูกและผลิตโดยคนไทยยิ่งดีใหญ่
3. ถ้าชงกาแฟเองจากเครื่อง ลองเปลี่ยนมาใช้ตะแกรงลวดสำหรับกรองกาแฟแทนกระดาษกรอง ซื้อหนเดียว ใช้ได้แสนนานหลายปี
4. ถ้าไม่ได้ชงกาแฟเอง ก็ถือแก้วกาแฟหรือกระติกไปใส่กาแฟร้อนหรือเย็นที่เจ้าประจำ เท่าที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีใครปฏิเสธแก้วกาแฟของเรา
5. ถ้าทำได้ ก็ลองลดหรืองดการดื่มกาแฟเล่นๆ ก็ดีเหมือนกันนะ เช่น เสาร์อาทิตย์ไม่ต้องไปทำงานก็ลองเปลี่ยนจากกาแฟมาเป็นชาสมุนไพรหรือน้ำเต้าหู้อุ่นๆ ให้ร่างกายพักผ่อนและขับพิษจากกาแฟออกไปบ้างก็ไม่เลวนะ
