รู้ไหมว่าคนเราขาดอากาศหายใจเพียงแค่ 3 นาที ก็อาจทำให้เราตายได้ !
เราหายใจสูดอากาศเข้าออกประมาณ 20,000 ครั้งต่อวัน เท่ากับว่ามีอากาศเข้าปอดถึง 12,000 ลิตรต่อวัน หรือ 3,000 แกลลอน ทีเดียว
คนทั่วโลกตายหรือเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรจากมลพิษทางอากาศปีละถึง 2,400,000 คน
สำหรับคนไทย มลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพคิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึง 5,866,000,000 บาทต่อปี
ปี 2551 กรมควบคุมมลพิษได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางอากาศมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ เทียบสัดส่วนได้ถึง 67% ของการร้องเรียนเรื่องมลพิษอื่นๆ
คนกรุงเทพฯ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยคนละ 7.3 ตันต่อปี ในขณะที่คนนิวยอร์กปล่อย 7.1 ตันต่อปี และคนลอนดอน 6.9 ตันต่อปี
การจราจรเป็นต้นเหตุการปล่อยคาร์บอนของคนกรุงเทพฯ ถึง 40% โรคระบบทางเดินหายใจเป็นสาเหตุการป่วยไข้อันดับที่ 1 ของประเทศไทย พบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจถึง 44%
ฟอร์มาลดีไฮด์ (สารที่เกิดจากการเผาไหม้และอาจทำให้เป็นมะเร็ง) ริมถนนหลายสายในกรุงเทพฯ มีค่าสูงเกินมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่า และสูงกว่าในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น และเมืองออนแทริโอ ประเทศแคนาดา 3-5 เท่า สารระเหยเบนซินที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าคนไม่ควรจะสูดดมเข้าไปในร่างกายเลย จึงไม่อาจกำหนดค่าที่ปลอดภัยได้ แต่ริมถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ กลับวัดได้สูงถึง 5.2 ไมโครกรัม/ลบ.ม.
จำนวนรถจดทะเบียนตามกฎหมายถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล 5,851,000 คัน และรถสาธารณะ 148,808 คัน รวมเฉพาะรถที่จดทะเบียนในกรุงเทพฯ มีถึง 5,999,808 คัน
คนไทย 90% ถือครองที่ดินเฉลี่ย ไม่ถึง 1 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 10% ถือครองที่ดินคนละ มากกว่า 100 ไร่ ที่ดิน 30% ที่มีการจับจอง เป็นที่ดินที่มีการใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย ไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 127,384.03 บาท/ปี จากการปล่อยที่ดินให้รกร้างหรือไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์
ในปี 2549 ประเทศไทยมีผู้ทำอาชีพเกษตรกร 39.70% ในจำนวนนี้ 40% ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีที่ดินทำกินไม่ถึง 10 ไร่ ในกรุงเทพฯ บุคคลธรรมดา 50 อันดับแรกที่ถือครองที่ดินมากที่สุด มีที่ดินมากกว่าบุคคลธรรมดา 50 อันดับท้ายที่ถือครองที่ดินน้อยที่สุดถึง 1.3 แสนเท่า!!!
ข้อมูล : “โครงการศึกษาการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมายเพื่อให้การใช้ประโยชน์ที่ดินเกิดประโยชน์สูงสุด” โดย มูลนิธิสถาบันที่ดิน “เกมเศรษฐีกับสินค้าเสรีชื่อที่ดิน” โดย อวยพร แต้ชูตระกูล นิตยสารโลกสีเขียว ปีที่ 11 ฉบับที่ 4 “มาตรการทางภาษีและกองทุนธนาคารที่ดิน” โดย ประภาส ปิ่นตบแต่ง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพุธที่ 10 มิถุนายน 2552
ใบแรก ทำมาจากกระดาษกว่าจะได้ถุงกระดาษ 1 ตัน ต้องโค่นต้นไม้ใหญ่ 17 ต้น ในการผลิตถุงกระดาษแต่ละใบเกิดมลพิษทางอากาศ 2.6 กิโลกรัม แต่เมื่อถูกทิ้ง มันย่อยสลายภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน
ใบที่สอง คือ ถุงพลาสติก กว่าจะได้ถุงก๊อบแก๊บ 1 ตัน ต้องใช้น้ำมันดิบ 11 บาร์เรล ก็เกือบๆ 1,750 ลิตร การได้มาซึ่งถุงพลาสติก 1 ใบ อาจจะพ่นพิษน้อยกว่าถุงกระดาษถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ทว่ามันต้องใช้เวลาประมาณ 5 – 1,000 ปีกว่าจะย่อยสลาย
ใบสุดท้าย เป็นถุงผ้าซึ่งไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้าย ไนล่อนหรือใยกัญชา ล้วนใช้ทรัพยากร ใช้พลังงาน และปล่อยมลพิษในระหว่างการผลิตเหมือนกัน แต่ที่พิเศษกว่าถุง 2 ใบแรกคือมันทนทานและใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ จึงดูเป็นมิตรกับโลกมากว่าถุงใบไหนๆ
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ... เมื่อมีไว้ในครอบครองแล้วต้องหยิบออกมาใช้ให้คุ้นมือ อย่าปล่อยให้มันนอนหลับอยู่ในลิ้นชักหรือซอกตู้ จะออกไปซื้อกับข้าว ซื้อผลไม้ หรือซื้ออะไรก็แล้วแต่พกถุงผ้าไปด้วย ช่วยลดการใช้ถุงกระดาษและถุงพลาสติกใบใหม่ได้อีกเพียบ
ท่องไว้ ท่องไว้ B.Y.O.B. (Bring Your Own Bag) อ้อ...ถุงกระดาษและถุงพลาสติกที่สะสมไว้จนล้นบ้าน สามารถหยิบมาใช้ซ้ำได้จนกว่าจะหมดอายุขัย มันไม่ได้เขียนแปะไว้สักหน่อยว่าต้องใช้ครั้งเดียวทิ้ง
เรื่อง : หมาซ่า ที่มา : นิตยสารโลกสีเขียว ฉบับที่ 95 พ.ย.-ธ.ค. 2550
ไทยเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวสารมากที่สุดในโลก ประมาณปีละ 9.5 ล้านตัน หรือร้อยละ 31.1 ของปริมาณการส่งออกข้าวทั่วโลก ข้าวจากผืนนาไทยถูกส่งไปเลี้ยงคนใน 184 ประเทศ มูลค่าการส่งออกข้าวของไทยในปี 2550 คิดเป็น 123,700 ล้านบาท
ร้อยละ 21 ของพื้นที่ประเทศไทยคือนาข้าว
ฝีมือการปลูกข้าวของชาวนาไทยสร้างผลผลิตได้มากถึงปีละ 29-30 ล้านตัน จังหวัดที่ผลิตข้าวเจ้าได้มากที่สุดคือ “สุรินทร์” ประมาณปีละ 2.5 ล้านตัน จังหวัดที่ผลิตข้าวเหนียวได้มากที่สุดคือ “ขอนแก่น” ประมาณปีละ 1.5 ล้านตัน
มีนาคม 2550 ราคาข้าวหอมมะลิเฉลี่ยเกวียนละ 8,388 บาท แต่ในเดือนมีนาคม 2551 ราคาพุ่งขึ้นไปถึงเกวียนละเกือบ 13,000 บาท
ราคาข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 64 ในช่วงเวลาเพียงปีเดียว
คาดการณ์ว่าพื้นที่นาข้าวของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 57 ล้านไร่ เป็น 60 ล้านไร่ในปี 2551
เรื่อง : หมาซ่า ที่มา : นิตยสารโลกสีเขียว ฉบับที่ 99 ก.ค.-ส.ค. 2551
แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (อีสเทิร์น ซีบอร์ด) ที่เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ.2525 คือแรงผลักสำคัญที่ทำให้ระยองก้าวเข้าสู่เส้นทางอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ
การงอกงามของภาคอุตสาหกรรมทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (จีพีพี) ซึ่งเคยอยู่ที่ 9,198 ล้านบาทในปี 2524 พุ่งทะยานขึ้นไปถึง 231,887 ล้านบาทในปี 2549 และสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ แต่นั่นไม่ใช่หลักประกันว่า คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น เพราะความจริงของระยองที่ปรากฏชัดในวันนี้ช่างน่าตกใจ !
ความเหลื่อมล้ำทางรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการจับกุมคดีลักทรัพย์มากเป็นอันดับ 7 ของประเทศ มีการรับแจ้งคดีโจรกรรมรถจักรยานยนต์มากเป็นอันดับ 6 ของประเทศ และมีอัตราผู้ป่วยเอดส์รายใหม่ต่อประชากรหนึ่งแสนคนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ
สุขภาพโดนซ้ำเติมจากมลพิษอุตสาหกรรม อากาศในพื้นที่มาบตาพุดมีสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายมากกว่า 40 ชนิด และเป็นสารก่อมะเร็งที่มีค่าเกินระดับการเฝ้าระวังของสหรัฐฯ จำนวน 19 ชนิด
ผลการตรวจวัดการปนเปื้อนของสารก่อมะเร็งในพื้นที่มาบตาพุดเมื่อมีนาคม 2550 โดยการเก็บตัวอย่างเยื่อบุข้างแก้มของผู้ใหญ่ 100 คน พบว่า มากกว่าร้อยละ 50 มีจำนวนเซลล์แตกหักมากผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งชี้ว่า...มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็ง
ถึงเวลาหรือยังที่คุณภาพชีวิตและสุขภาพของชาวระยองจะได้รับการดูแลอย่างจริงจังเสียที
เรื่อง : หมาซ่า ที่มา : นิตยสารโลกสีเขียว ฉบับที่ 100 ก.ย.–ต.ค. 2551
แม้ว่าพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะพึ่งพาสารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน ยังมีเกษตรกรไทยอีก 1,024 ราย ที่เดินสวนกระแสหลักด้วยการปลูกพืชในวิถีเกษตรอินทรีย์ พื้นที่ผลิตพืชอาหารอันปราศจากสารเคมีจำนวน 135,634 ไร่ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ไทยรั้งอันดับ 71 จากทั้งหมด 93 ประเทศ ที่มีพื้นที่เพาะปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ ในจำนวนนั้นคิดเป็นนาข้าวเกษตรอินทรีย์มากที่สุด 108,302 ไร่ รองลงมาเป็นแปลงผัก เช่น มะเขือเทศ ผักสลัด กวางตุ้ง 14,845 ไร่ และไร่ถั่ว ไร่ข้าวโพด 6,731 ไร่ ที่เหลือคือสวนผลไม้และสวนพืชสมุนไพร
ปี 2548 ระบบเกษตรอินทรีย์แบบไทยๆ ให้ผลผลิตมากถึง 29,415 ตัน สร้างรายได้จากการขายในประเทศ 494.51 ล้านบาท บวกกับรายได้จากผลผลิตที่โกอินเตอร์อีก 425.88 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 920.39 ล้านบาท
อย่ามัวแต่ตาโตกับตัวเลขรายได้ ผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ควรช่วยกันต่อลมหายใจของเกษตรกรไทยที่มีหัวใจรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการอุดหนุนผักผลไม้จากระบบเกษตรอินทรีย์บ้าง เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณและโลก
ข้อมูล : มูลนิธิสายใยแผ่นดินและสหกรณ์กรีนเนท เรื่อง : หมาซ่า ที่มา : นิตยสารโลกสีเขียว ฉบับที่ 92 พ.ค.-มิ.ย. 2550
ขั้วโลกเหนือโดนโลกร้อนเล่นงานอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อ 100 ปีที่แล้ว อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีสูงขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ยช่วงฤดูหนาวสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ของแผ่นน้ำแข็งลดลง 7 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละทศวรรษ แถมยังบางลงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ จากที่เคยบันทึกข้อมูลไว้เมื่อปี 2513
ความหนาวเย็นระดับต่ำกว่าจุดเยือกแข็งหลายองศาเซลเซียสผนวกกับพายุหิมะที่กระโชกแรง ทำให้สภาพอากาศของขั้วโลกใต้โหดร้ายกว่าขั้วโลกเหนือมากนัก แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้มันหนีพ้นฤทธิ์เดชของโลกร้อนไปได้
อุณหภูมิในช่วงฤดูหนาวของที่นี่เพิ่มขึ้นถึง 2.7 องศาเซลเซียสในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ส่วนการแตกของหน้าผาน้ำแข็งที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2517 ทำให้ขั้วโลกใต้สูญเสียพื้นที่ไปแล้วประมาณ 17,500 ตารางกิโลเมตร ครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 30 ปี เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2545 นั่นคือการแตกของหน้าผาน้ำแข็ง "ลาร์เซน-บี" ขนาด 3,250 ตารางกิโลเมตร และกลายเป็นภูเขาน้ำแข็งหลายก้อนที่ลอยอยู่ในทะเล ทั้งหมดจะกลายเป็นน้ำภายในเวลาเพียง 35 วัน!!! เรื่อง : หมาซ่า ที่มา : นิตยสารโลกสีเขียว ฉบับที่ 93 ก.ค.-ส.ค. 2550
เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางทุกรูปแบบ เครื่องบินเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายและใช้เวลาน้อยที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำร้ายโลกมากที่สุดด้วยเช่นกัน เพราะเครื่องบินผลาญเชื้อเพลิงมหาศาล โดยเฉพาะจังหวะที่ต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก เพื่อพาตัวเองลอยขึ้นจากพื้น
ว่ากันว่า...ในระยะทางที่เท่ากัน การเดินทางทางอากาศปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่ารถไฟถึง 19 เท่า และมากกว่าเรือถึง 190 เท่า!!! ในขณะที่การสแตนด์บายโทรทัศน์ตลอดทั้งปีปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ราวๆ 440 กิโลกรัม และการเสียบปลั๊กชาร์จโทรศัพมือถือทิ้งไว้ 4 ปี ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 124 กิโลกรัม
แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงของการเหินฟ้าไป-กลับ จากลอนดอนไปไมอามี่ หรือจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่มอสโคว์ เป็นระยะทางรวมประมาณ 14,200 กิโลเมตร กลับทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของผู้โดยสารแต่ละคนพุ่งกระฉูดถึง 4,830 กิโลกรัม!!! สายการบินต้นทุนต่ำที่มีอยู่กลาดเกลื่อนในปัจจุบัน คือปัจจัยกระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกบินกันได้ง่ายและบ่อยขึ้น บางทีพวกเขาอาจจะลืมไปว่า... ผลกระทบที่ตามมานั้นไม่ย่อมเยาเหมือนราคาตั๋วแม่แต่น้อย
ข้อมูล : www.airportwatch.org.uk เรื่อง : หมาซ่า ที่มา : นิตยสารโลกสีเขียว ฉบับที่ 94 ก.ย.-ต.ค. 2550
ไม่มีใครคิดว่า การก้าวผ่านคืนวันที่ 25 เข้าสู่เช้าวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2529 จะทำให้คนนับล้านในประเทศยูเครน เบลารุส และรัสเซีย ต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่
การระเบิดของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 คืออุบัติเหตุครั้งเลวร้ายที่สุดของหน้าประวัติศาสตร์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ทำให้คนทั้งโลกรู้จัก "เชอร์โนบิล" โดยเมื่อเปรียบเทียบกับการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ เชอร์โนบิลปล่อยกัมมันตภาพรังสีมากกว่านั้นถึง 100 เท่า ในระหว่างที่ยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ มีประชาชนประมาณ 7 ล้านคน กระจายอยู่ในรัศมี 30 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีเข้มข้น ในจำนวนนั้นเป็นเด็กมากถึง 3 ล้านคน
พื้นที่เกษตรกรรมปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีประมาณ 18,000 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่ 2,640 ตารางกิโลเมตร ที่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้อีก ถึงวันนี้ยังพบกัมมันตภาพรังสีตกค้างในพืชท้องถิ่นหลายชนิด อาทิ เบอร์รี่ เห็ด ไลเคน เฟิร์น
แม้จะไม่สามารถสรุปตัวเลขได้แน่นอนของเหยื่อที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง โรคลูคีเมีย รวมถึงเด็กแรกเกิดที่ผิดปกติทางพันธุกรรมเพิ่มจำนวนสูงขึ้นหลังหายนะครั้งนั้น
เพียงข้ามคืน...พวกเขาก็ไม่สามารถใช้ชีวิตบนเส้นทางเดิมได้อีกต่อไป
ข้อมูล : www.chernobyl.info เรื่อง : หมาซ่า ที่มา : นิตยสารโลกสีเขียว ฉบับที่ 96 ม.ค.-ก.พ. 2551
การสำรวจล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า ปี 2549 ประเทศไทยมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 24.7 ล้านราย
ส่วนจำนวนเลขหมายของโทรศัพท์มือถือที่มีการเปิดใช้งานในช่วงต้นปี 2551 ก็พุ่งสูงถึง 47 ล้านเลขหมาย
อีกทั้งศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังสำรวจพบว่า 40% ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือใช้งานมัน แค่ 1 ปี เท่านั้น ก็ถอยเครื่องใหม่ออกมาแล้ว ด้วยเหตุผลสุดฮิตคือต้องการเทคโนโลยีที่ทันสมัยและดีไซน์ใหม่ๆ ที่สวยงาม
ถ้าคนไทยยังใช้งานโทรศัพท์มือถือกันในลักษณะนี้ ด้วยค่านิยมแบบนี้ ซากโทรศัพท์มือถือและคู่หูแบตเตอรี่ที่ถูกทิ้งจะกลายเป็นภูเขา E-waste ลูกใหญ่ขนาดไหน และหากไม่จัดการให้ดี ไม่กำจัดให้ถูกวิธี บรรดาโลหะหนักและสารเคมีอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายใน เช่น ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู นิกเกิล ฯลฯ ก็จะออกมาเพ่นพ่านสร้างปัญหาให้กับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ปี 2548 กรมควบคุมมลพิษเคยเป็นตัวกลางประสานความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต/ผู้จำหน่ายโทรศัพท์มือถือกับผู้ให้บริการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ตั้งกล่องรับคืนซากแบตเตอรี่และมือถือหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ ไม่รู้ตอนนี้จะยังหลงเหลือสักกี่มากน้อย
แต่ที่แน่ๆ ชั้น 2 และชั้น 4 ของห้างมาบุญครอง ยังมีให้คุณทิ้งได้ถูกที่ถูกทางอย่างแน่นอน...
เรื่อง : หมาซ่า ที่มา : นิตยสารโลกสีเขียว ฉบับที่ 97 มี.ค.-เม.ย. 2551
แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย