3 สิ่งดีๆ ในอาทิตย์ที่ผ่านมา
-
8 มี.ค. 2553โกวิทย์ ผดุงเรืองกิจบรรณาธิการบริหารนิตยสาร National Geographic ฉบับภาษาไทย- ขอสารภาพว่าอาทิตย์ที่ผ่านมายุ่งมากเพราะเป็นช่วงใกล้ปิดต้นฉบับ ซึ่งเป็นธรรมชาติของชีวิตคนทำหนังสือที่ต้องทำงานให้ทันกับ deadline ทำให้พลาดกิจกรรมดีๆหลายอย่าง อย่างนิทรรศการทิเบตที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (ยังพอมีเวลาไปดูกันถึงวันที่ 10 นี้นะครับ) พอได้โจทย์ให้นึกถึง 3 สิ่งดีๆในอาทิตย์ที่ผ่านมาก็เลยอึ้งไปพักใหญ่ แต่สุดท้ายก็นึกดีใจว่า ชีวิตเราที่ว่าเครียดๆ ก็ยังพอมีแง่มุมที่ทำให้รู้สึกดีได้เหมือนกัน และหลายครั้งก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเท่านั้น ซึ่งสิ่งดีๆ อย่างแรกเลยคือ ยังพอมีเวลาได้เล่นโยคะ ผมฝึกโยคะมาได้สองสามปีแล้ว เล่นทุกครั้งก็รู้สึกดีทุกครั้งจนถึงทุกวันนี้ ผมได้อะไรจากโยคะมากมาย ไม่ใช่เพียงเรื่องสุขภาพร่างกาย (ความยืดหยุ่น นอนหลับสบาย และไม่ค่อยป่วย) และจิตใจ (คลายเครียด จิตใจนิ่ง และมีสมาธิขึ้น) แต่ยังรวมถึงแง่คิดดีๆ เช่น บางทีชีวิตคนเราก็เร่งร้อนนักไม่ได้ เหมือนอาสนะหรือท่าโยคะบางท่า ฝืนเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้ เผลอๆ อาจเจ็บตัวอีกต่างหาก แต่พอบทจะทำได้ก็ทำได้เอง จนอดทึ่งในศักยภาพของร่างกายไม่ได้ ครูโยคะคนหนึ่งบอกผมว่า เรามีเวลาฝึกทั้งชีวิต จะเร่งร้อนกันไปไหน
- ความทรงจำของคนที่เรารักและรักเรา คุณย่า (หรืออาม่า) ของผมจากไปเมื่อหลายปีก่อน แต่ผมยังนึกถึงท่านอยู่แทบทุกวัน แม้ทุกครั้งที่นึกถึงจะมีทั้งความสุขและความเศร้าคละเคล้ากันเป็นธรรมดา แต่สิ่งหนึ่งที่อาม่าพร่ำสอนผมด้วยชีวิตของท่านก็คือ ชีวิตคนเราจะมีคุณค่าความหมายก็ต่อเมื่อเราคิดถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา อาม่ามีลูก 13 คน หลานเหลนรวมกันร่วมร้อย ชีวิตของอาม่าตั้งแต่ผมจำความได้จนถึงวันที่ท่านจากไปคือชีวิตที่อยู่เพื่อคนที่รัก ทุกครั้ง ที่ผมรู้สึกว่าอัตตาตัวเองเริ่มใหญ่เกินตัวหรือชีวิตเริ่มไร้จุดหมาย ผมจะนึกถึงเรื่องนี้เสมอ
- ขอเป็นผู้ดู ไม่ใช่ผู้เล่น อาจฟังดูแปลกสักหน่อย แต่เป็นวิธีคลายเครียดที่ผมใช้มาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ และเพิ่งงัดออกมาใช้เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อไรที่เริ่มรู้สึกว่าชีวิตมีอะไรต้องทำมากมายจนจับต้นชนปลายไม่ถูก แทนที่จะจมอยู่กับความรู้สึกนั้น ผมจะปลีกตัวเองออกมานั่งเงียบๆ ตามร้านกาแฟริมทาง แล้วไม่ทำอะไรนอกจากเฝ้าดูชีวิตผู้คนที่เคลื่อนผ่านไป จากนั้น ผมจะเดินเล่นคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยสักพัก แล้วกลับมาสู่โลกของความเป็นจริง ผมไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด วิธีนี้จึงได้ผล (ทางจิตวิทยา) หรือบางทีคนเราอาจต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ดูบ้าง แทนที่จะเป็นผู้เล่นตลอดเวลา
Share this
-
พันธกานต์ ตงฉิน
- วันก่อนรู้สึกวิงเวียนอยู่ในหัว ตัวหนังสือบนจอคอมพ์ก็เลือนเลือนเบลอเบลอ, หลบไปหลับตาพักใหญ่ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความ กดตัวอักษรไปว่าถ้าตอนนี้เป็นนักมวย คงเป็นนักมวยที่กำลังจะถูกน็อกล่ะ, อีกไม่นานนาที โทรศัพท์ดัง ข้อความหนึ่งตอบกลับมา หลายประโยค แต่ใจความหนึ่งเดียวคือ "สู้" , วางโทรศัพท์ ทำงานถึงเช้า ไม่เหน็ด ไม่เหนื่อย ไม่วิงเวียนตาลายอีกเลย...
- เรื่องดีอีกอย่างเกิดขึ้นก่อนเรื่องข้างบนไม่นาน เข้าเว็บไปเจอคำหนึ่งของคุณอนุสรณ์ ติปยานนท์ "นักเขียนควรมีสายตาแบบนักเขียน แต่ควรมีเรี่ยวแรงอย่างนักมวย" แปลกดี อ่านแล้วรู้สึกฮึกเหิม เหมือนกำลังเตรียมตัวขึ้นชกกับแมนนี ปาเกียว
- ได้รับโอกาสให้เขียนงานเกี่ยวกับมาบตาพุด ลงพื้นที่มาสองรอบ พบปะพูดคุยกับหลากผู้คน ขับมอเตอร์ไซค์ลัดเลาะถ่ายภาพไปทั่วนิคมฯ, ระหว่างที่นั่งคุยอยู่กับพระอาจารย์สมหมายที่วัดหนองแฟบซึ่งตั้งประชิดโรงงาน คำพูดหนึ่งของท่านทำให้ผมเผลอคิดไปเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับงาน เพิ่งรู้ตัวเองเดี๋ยวนั้นว่าหลงรักวิชาชีพนี้มากเหลือเกิน เป็นความรู้สึกดีๆ ที่ช่วยยืนยันให้มุ่งมั่นและเข้มแข็งในการทำงานมากขึ้น ขอบคุณพระอาจารย์ด้วยครับ
-
น้องหนิง
- งานยุ่งๆ เลยห่างหายจากเขียนเรื่องสามสิ่งดีๆ ส่งให้ จู่ๆ บก. เว็บก็ส่งอีเมลมาวานให้เป็นหน้าม้า เลยได้มีโอกาสมานั่งนึกถึงสิ่งดีๆ ที่ผ่านมา (ในใจก็นึกสงสารท่าน บก. ที่ต้องมาตามหาหน้าม้า อุ๊ปส์) ก็เรื่องนี้แหละที่เป็นสิ่งดี เพราะท่าน บก. อุตส่าห์นึกถึง
- เมื่อวานนี้เอง (วันอาทิตย์ที่ 7 มีนา) ขณะที่หิ้วท้องร้องหิวอยู่แถวย่านวังบูรพา ก็ได้พบกับร้านขายก๋วยเตี๋ยวพม่า แปลกดี เลยชิมสักหน่อย อร่อยใช้ได้ ในราคา 30 บาทเอง
- ที่ไปวังบูรพาน่ะ เพราะหนิงไปซื้อผ้ามาทำผ้าม่าน ตอนเดินเลือกซื้อผ้าก็ละลานตาไปหมด จนอดสูญเสียความมั่นใจไม่ได้ ว่าซื้อมาแล้วจะสวยเข้ากับห้องไหม แต่หลังจากกลับมาถึงบ้านและลงมือตัดเย็บเอง เมื่อเอาไปติดที่หน้าต่าง อุ๊ย สวยใช้ได้ค่ะ
