นิเวศในเมือง

นิเวศในเมือง
read

สัพเพ สัตตา

ปีนี้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้เขียน ที่ได้ย้ายกลับเข้ามาอยู่เมืองไทยหลังจากไปอยู่มาเลเซียมา 13 ปี แม้ว่าจะกลับเข้ามาปักหลักทางภาคใต้ ทำงานในเขตจังหวัดสุราษฏร์ธานี ในขณะที่บ้านกับโรงเรียนของลูกๆ อยู่จังหวัดกระบี่ ซึ่งทั้งสองจังหวัดนี้ มีความเหมือนกันอยู่คือเป็นสถานที่ที่มีภูเขาหินปูนเป็นภูมิทัศน์ที่โดดเด่น แห่งหนึ่งมีน้ำในเขื่อนเป็นฉากหน้า  อีกแห่งมีน้ำทะเลหนุนความสวยงามอยู่ด้านหลัง ความที่ชอบดูความตระหง่านของเขาหินปูนอยู่แล้ว การขับรถไปมาระหว่างที่ทำงานและบ้านสัปดาห์ละครั้งจึงถูกจริตพอสมควร ระยะทางสองในสามของเส้นทางที่ต้องขับรถผ่าน ถือว่าเป็นเส้นทางสายเปลี่ยว(คน) เพราะโค้งเยอะ รถใหญ่จึงน้อย สองฝั่งถนนมีบ้านเรือนกระจายกันอยู่ประปราย ที่เหลือคือสวนผลไม้ สวนยาง สวนปาล์ม และพื้นที่ป่าที่เป็นอาณาเขตของเขาพนมและเขาสก ใครที่ชอบขับรถทางไกล หรือขี่มอเตอร์ไซค์แบบบิ๊กไบค์ คงจะถูกใจเส้นทางแบบนี้ ในความสวยงามที่เล่ามานั้น มีความน่าตื่นเต้นแฝงอยู่ด้วยตอนที่พบว่า ถนนเหล่านั้น เราต้องใช้ร่วมกับสัตว์อื่นๆ ด้วย ซึ่งก็มีตั้งแต่สัตว์เลี้ยงอย่างหมา แมว และแพะ ที่มักจะครองถนนแบบไม่เกรงใจใคร ผู้ขับขี่ต้องขับช้าๆ และหลบทางให้เจ้าถิ่น ไปจนถึงสัตว์ไม่ได้เลี้ยงอย่างงู ที่แม้ว่าจะนั่งอยู่ในรถยนต์มีประตูกับกระจกปิดมิดชิด ก็อดตกใจไม่ได้ทุกทีเวลาที่มีงูโผล่ออกมาจากพงหญ้าในระยะกระชั้นชิด  โชคดีของผู้เขียนที่งูสองสามตัวที่เห็นนั่นหลบกลับเข้าไปในพงไปได้ทัน แต่คงเป็นโชคไม่ดีของงูหลายตัวที่คาดว่าโผล่ออกมาตอนโพล้เพล้หรือตอนกลางคืน กลายเป็นเหยื่อตายกลางถนน ซึ่งผู้เขียนได้เห็นไม่ต่ำกว่าเที่ยวละ 3-5 ตัว เมื่อครั้งที่อยู่มาเลเซีย สัตว์ที่พบตายบนท้องถนนในเมืองอันดับหนึ่งคือแมว (ไม่ใช่หมาแบบในเมืองไทย) มีเพื่อนผู้ชำนาญการเลี้ยงแมวเคยเล่าให้ฟังว่า แมวชอบเข้าไปใต้ท้องรถเพื่อไปนอนแอบไออุ่นอยู่ในห้องเครื่อง เวลาที่เจ้าของรถขับออกไปทำงานตอนเช้าๆ จึงพาแมวเหล่านี้ติดไปในห้องเครื่องด้วย จนกระทั่งเกาะเครื่องไม่ไหวหรือร้อนเกิน แมวก็จะหลุดลงมาจากห้องเครื่อง […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

อ่านไม่ออกก็รู้ความได้

ไม่กี่วันมานี้มีคนรุ่นใหม่ขอให้ฉันอธิบายความหมายของ “การรู้ภาษาสิ่งแวดล้อม” ในมุมมองของตัวเอง หลายคนคงจำได้ว่า eco-literacy หรือ environmental literacy เคยเป็นคำยอดฮิตในวงการสิ่งแวดล้อมเมื่อ 20-25 ปีก่อน และก็เหมือนกับคำหลายๆ คำที่ใช้จนเฝือ เบื่อ และเฟดหายไป ทั้งๆ ที่การปฎิบัติจริงยังไปกันไม่ถึงไหน ถ้ากูเกิ้ลดูก็จะได้นิยามประมาณว่า คือความเข้าใจในหลักการทำงานและความเชื่อมโยงของระบบนิเวศ และการกระทำที่ส่งผลกระทบ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้เหมาะสม แต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อนฉันจำได้ว่าฉันสนุกกับคำศัพท์ ‘literacy’ และเมื่อถูกถาม ฉันก็จะขยายความมันตามประสาคนที่เติบโตมากับเทพนิยายและนิทานผจญภัยก่อนนอน ตอนนั้นฉันเพิ่งจะเริ่มพัฒนากระบวนการสำรวจธรรมชาติภาคประชาชน เรียกว่า “นักสืบสายน้ำ” ให้เด็กๆ และคนทั่วไปสามารถตรวจสอบสถานภาพและความเป็นไปของแม่น้ำลำธารได้เอง ดังนั้น ฉันก็จะบอกว่างานที่ทำคือการฝึกให้คนอ่านสภาพแวดล้อมได้เหมือนอ่านหนังสือ การทำความรู้จักสัตว์ชนิดต่างๆ ก็เปรียบเสมือนรู้จักตัวอักษรพยัญชนะ และพอรู้จักชีวิตมัน รู้จักนิสัย รู้ว่ามันชอบอยู่บ้านแบบไหน ชอบกินอะไร มีความสามารถอย่างไร ชอบคบกับใคร ทนอะไรได้แค่ไหน ก็เปรียบเสมือนเรารู้ไวยกรณ์ ผสมคำกันแล้วก็เริ่มอ่านออก รู้ความหมาย รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ ที่นั้น เบื้องต้นก็อาจแค่รู้ว่าน้ำสะอาดสกปรกแค่ไหน โดยตัดสินจากชนิดสัตว์น้ำที่พบ เทียบเท่ากับอ่านนิทานเต่ากับกระต่ายง่ายๆ แต่ยิ่งฝึกสังเกต คลังคำและไวยกรณ์ก็ยิ่งแตกฉาน ยิ่งอ่านได้มาก […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

แด่แม่ป้าเจน

เมื่อวันปิยะ 23 ตุลาที่ผ่านมา ถ้าใครมีเพื่อนสายสัตว์ป่าหลายคน ก็อาจจะพบว่าวันนั้นจอเฟซบุ๊คเต็มไปด้วยภาพเพื่อนๆ ถ่ายรูปคู่กับ “ป้าเจน” ฉันหมายถึง เจน กู้ดดัล (Jane Goodall) ใครจะไม่ตื่นเต้นที่ได้เจอ ดร.เจน กู้ดดัลตัวจริง เธอเป็นไอคอนระดับโลกที่แม้แต่คนเดินถนนนอกวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าก็รู้จัก โดยเฉพาะในเมืองฝรั่ง เธอบุกเบิกงานวิจัยพฤติกรรมลิงชิมแพนซีป่าในอาฟริกาในยุค 60 ซึ่งปฏิวัติมุมมองและแนวทางการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ป่า ทำลายนิยามเดิมของมนุษย์ที่เคยถือว่าต่างจากสัตว์อื่นเพราะเป็น “ผู้ประดิษฐ์เครื่องมือ” เมื่อพบว่าลิงชิมก็ทำเช่นกันแม้ว่าจะเป็นเครื่องมือที่พื้นฐานกว่า และยังพบความสลับซับซ้อนของสังคมชิมแพนซีอีกมากมาย ทั้งในปางร้ายและปางธรรม ถึงกลางยุค 80 เมื่อการทำลายป่าและธรรมชาติอื่นๆ กลายเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก เธอผันตัวเองออกจากงานวิจัยสู่งานอนุรักษ์และงานพัฒนายั่งยืนที่สร้างเครือข่ายไปทั่วโลก แล้วยังเขียนหนังสืออีกมากมายหลายเล่ม ปัจจุบันเธออายุ 84 ปีแล้ว เดินทางทั่วโลก 300 วันต่อปี เพื่อบรรยายและช่วยเหลือโครงการอนุรักษ์ต่างๆ ครั้งนี้เธอมาเมืองไทยเพื่อปาฐกถาในงานประชุมประจำปีของสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก (WAZA) โดยมีองค์การสวนสัตว์ไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อสาวๆ เจน กู้ดดัลเป็นคนสวยมาก ยามแก่เธอก็งาม มีราศีสว่างและอบอุ่น เธออ่อนโยน แต่หนักแน่นและมุ่งมั่น ตาเธอยังเป็นประกายเมื่อพูดถึงสัตว์และเรื่องสนุกๆ และมีพลังชีวิตอย่างเหลือเชื่อ คิดดู อายุ 84 บินถึงไทยตอนกลางคืน รุ่งขึ้นคุยกับสื่อมวลชน […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

ป้ายดีปหมดอายุ

“ดีปปี้” คือสรรพนามสั้นๆ ที่บางครั้งใช้เรียกสายนิเวศวิทยาเชิงลึกหรือแนว deep ecology ในยุคฮิปปี้เบ่งบาน พวกเขามีคู่ต่างที่ถูกให้ชื่อเป็นขั้วตรงข้ามว่า shallow ecology หรือนิเวศวิทยาสายตื้นเขิน อ๊ะ มีว่าคนอื่นตื้น หมั่นไส้ขึ้นมาล่ะสิ — ก็มาชวนให้สำรวจความหมั่นไส้นี่แหละ ดีปปี้มีความหมายและความเข้มข้นแตกออกไปในกลุ่มต่างๆ แต่หลักๆ คือมุมมองว่าทุกชีวิตทุกสายพันธุ์มีคุณค่าในตัวมันเอง ไม่ใช่ทรัพยากรที่มีค่าตามประโยชน์ที่มอบแก่มนุษย์ และมนุษย์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสัมพันธ์โยงใยในโลกทั้งใบ ไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล ดีปปี้จึงมองว่าหากจะแก้ปัญหาการทำลายล้างธรรมชาติ เราต้องแก้ที่ต้นตอ คือทัศนคติและจริยธรรมในสังคมมนุษย์ ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมบริโภคนิยมและการลดประชากรมนุษย์ แต่เดิม ในยุค 60 เมื่อนิยามกันใหม่ๆ ดีปปี้จึงมาในแนวปฏิเสธเทคโนโลยี และมองว่ากลุ่มคนที่มุ่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางเทคนิค จะด้วยเทคโนโลยีหรือการจัดการที่มุ่งบรรเทาผลกระทบจากกิจกรรมและการบริโภคทรัพยากรของมนุษย์เป็นพวกตื้นเขิน แก้ปัญหาเพียงผิวๆ ไม่ถึงรากถึงโคน เหมือนเอาพลาสเตอร์แปะแผลไปวันๆ ถ้าใช้สายตาของคนยุคราว ค.ศ. 2020 ของเราตัดสินฮิปปี้ดีปปี้ มันก็ง่ายที่จะส่ายหน้ากลอกลูกตากับการปฏิเสธเทคโนโลยีของพวกดีปปี้ อะไรมันจะใจแคบขนาดน้าน ปัญหาไม่ได้ขาวดำ ถนนไม่ได้มีเพียงสองทางให้เดิน แต่เทคโนโลยีที่เบ่งบูมในยุคนั้นมักเป็นแนวทำลายล้าง เอาชนะต้านธรรมชาติ ระเบิดภูเขาขุดเจาะชั้นธรณีสกัดวัตถุดิบ สร้างมลภาวะ มหาปลัยนิวเคลียร์ กั้นแม่น้ำจนระบบนิเวศยับเยิน ได้อย่างเสียอย่าง ฝ่ายหนึ่งได้เงินและความสะดวกสบาย ฝ่ายหนึ่งเสียสุขภาพ ถิ่นฐาน และวิถีชีวิต แม้ว่าการติดตั้งเครื่องบำบัดน้ำเสียที่ปลายท่อจะสำคัญ […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

ป่าของคนเมือง

การใช้ชีวิตอยู่ที่มาเลเซียในช่วงสิบสามปีที่ผ่านมา มีเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกว่าคงจะคิดถึงมากที่สุดเมื่อย้ายกลับเมืองไทย คือการที่มีพื้นที่ป่าของคนเมืองให้ได้ใช้เป็นที่ออกกำลังกาย เข้าถึงธรรมชาติได้อย่างไม่ยากเย็น ทั้งคนที่พักอาศัยอยู่ในเมืองอย่างกัวลาลัมเปอร์และรัฐสลังงอร์ และคนที่อยู่ในรัฐต่างๆ ในรัศมี 50 กิโลเมตรของกรุงกัวลาลัมเปอร์และรัฐสลังงอร์ มีผืนป่าและภูเขาลูกย่อมๆ สำหรับให้คนไปเดินออกกำลังกายหรือปีนเขาไม่ต่ำกว่าสิบแห่ง โดยเป็นพื้นที่ป่าแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ สวนสาธารณะ สวนป่า ซึ่งได้เปลี่ยนสถานภาพจากการใช้ประโยชน์มาเป็น “ป่าของคนเมือง” ไปโดยปริยาย เพราะไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็สามารถเดินทางไปยังผืนป่าเหล่านี้ได้ภายใน 1 ชั่วโมง ในวันหยุดหรือวันที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ผู้เขียนเองก็ชอบที่จะไปเดินออกกำลังกายในป่าเหล่านี้ เปลี่ยนบรรยากาศจากลู่วิ่งมาเป็นเส้นทางลาดชันของเนินเขา เรียกเหงื่อได้ดี แถมมีเสียงนกให้ได้ยินเป็นระยะๆ แม้ว่าจะมีหลายคนรู้สึกตะขิดตะขวงใจว่า ทำไมเอาผืนป่ามาให้คนเดินออกกำลังกายกันอย่างพลุกพล่าน กิจกรรมต่างๆ อาจจะทำให้สัตว์ป่ากลัวหรือหายไป ความจริงแล้ว ป่าคนเมืองเหล่านี้มีลักษณะเป็นเหมือนเกาะกลางทะเลที่ถูกตัดขาดจากป่าผืนอื่นๆ ด้วยถนนหลายสายและบ้านเรือนหลายแห่ง สัตว์ใหญ่ๆ ที่เคยอยู่ในป่า ก็คงล้มหายตายจากไปด้วยเหตุผลนานัปการในช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่เหลืออยู่ก็มีแต่ลิง กระรอก กระแต งู แมลง สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และสัตว์เลื้อยคลานตัวเล็กตัวน้อยที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ ส่วนนกที่สามารถบินไปไหนมาไหนได้ ก็คงไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ ตราบใดที่ยังมีต้นไม้ให้ทำรัง และอาหารให้กิน ที่น่าสนใจกว่าการเก็บป่าไว้เฉยๆ คือการทำให้คนเข้าถึงป่าและธรรมชาติได้ ลำพังการสอนตามหน้าหนังสือหรือหน้าจอเครื่องมือสื่อสารที่บอกให้รักธรรมชาติและป่าไม้อยู่ปาวๆ นั้น คงจะเป็นเรื่องยากหากว่าคนเหล่านั้นไม่เคยได้เดินในป่า หรือเคยได้รับประโยชน์โดยตรงจากป่า ไม่เหมือนกับคนที่มาออกกำลังกาย […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

เมื่อดอกไม้รักเรา

อุทยานแห่งชาติหุบเขาแห่งดอกไม้ (Valley of Flowers) ซุกตัวอยู่ในร่องซอกหลืบหิมาลัยตะวันตกบริเวณต้นน้ำคงคา รัฐอุตตราขัณฑ์ของอินเดีย ไม่ใช่ที่ที่จะไปถึงได้ง่ายนัก แต่ผู้คนก็บากบั่นเดินทางมาเยือนกันมากมาย แม้ต้องนั่งรถสองวัน แล้วเดินต่ออีกหนึ่งวันเพื่อปักหลักวางกระเป๋าพักแรมในหมู่บ้านแกงกาเรียที่อยู่ใกล้อุทยานที่สุด ยึดตรงนี้ไว้เป็นฐานที่มั่น เพราะเขาห้ามค้างในอุทยาน ดังนั้นหากจะเข้าถึงตัวหุบเขาดอกไม้ เรายังจะต้องเดินขึ้นเขาต่อไปถึงด่านทางเข้าอุทยาน ลงชื่อไว้ แล้วเดินข้ามน้ำและเขาอีกลูกหนึ่งกว่าจะถึงหุบเขาอันเลื่องลือแห่งนี้ ถ้าโชคไม่ดีฝนตกหนักเมฆหมอกหนาก็อาจไม่เห็นอะไรมากนัก หรือดูดอกไม้ยังไม่ถึงไหน ถึงเวลาบ่ายก็ต้องรีบเดินข้ามเขากลับ จะแอบไม่กลับก็ไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่อุทยานจะไล่เดินตามเทรล ต้อนให้ออกมา เดินกลับไปนอนที่หมู่บ้านเพื่อตื่นแต่เช้ากลับมาปีนเขาลูกเดิมเข้าไปใหม่ในวันรุ่งขึ้น หวังว่าเมฆหมอกจะเคลียร์ ฟ้าจะเปิดให้เห็นเขาหิมะรอบหุบได้บ้าง ถ้าโชคดี (เหมือนพวกเรา) จะเห็นถึงยอดนันทาเทวี จริงๆ ก็มีหุบเขาที่เต็มไปด้วยดอกไม้อีกหลายแห่งในหิมาลัยแถบนั้น แต่คนก็มาที่นี่กันมากที่สุด เพราะมันดังที่สุด มันดังเพราะสมญานาม “หุบเขาแห่งดอกไม้” ที่กลุ่มนักสำรวจปีนเขาชาวอังกฤษนำโดยแฟรงค์ สมิธ ผู้บังเอิญค้นพบหุบเขานี้ในปี ค.ศ.1931 ได้ตั้งให้ นอกจากนี้มันยังมีการจัดการที่ทำให้ชีวิตค่อนข้างสะดวกแม้ไม่อู้ฟู่ ทั้งที่พัก อาหาร การเดินทาง เมื่อเทียบกับความพยายามไปรอนแรมชมหุบเขาอื่นๆ นักท่องเที่ยวจึงเยอะพอๆ กับดอยอินทนนท์ โดยเฉพาะในช่วงต้นทาง แต่ความรู้สึกไม่ยักเหมือนกัน คนส่วนใหญ่ 90% ที่ดั้นด้นมาที่นี่เป็นชาวอินเดียจากทั่วทุกสารทิศ หลายคนมาจากพื้นราบกลางประเทศ ไม่เคยเห็นภูเขามาทั้งชีวิต ทุกคนล้วนมีจุดประสงค์เดียวกัน คือเพื่อดูดอกไม้ […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

ลอยทะเล

คิดอยู่เป็นนานกว่าจะลงมือเขียนเรื่องนี้ เพราะเกรงว่าผู้อ่านจะเขี่ยนิ้วเร็วๆ ข้ามไปโดยไม่อ่าน ถ้าหากรู้ว่ากำลังจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับขยะในทะเล ที่มีทั้งเรื่องขยะที่พบในทะเล ริมหาด ในท้องสัตว์น้ำ ติดแหง็กตามร่างกายของสัตว์ทะเล แล้วก็มีหลายภาคส่วนที่ลุกขึ้นมารณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก ไม่รับหลอด เลิกใช้กล่องโฟมใส่อาหาร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ดีงามควรทำเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่า… มีเรื่องที่ต้องคิดตามและทำความเข้าใจกับหลายประเด็น ก่อนที่จะสามารถทำให้การรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้นประสบความสำเร็จ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้จริง ลองตอบคำถามเหล่านี้ดูก่อนก็แล้วกัน ใช่คุณหรือเปล่า ที่เวลาดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้จากกระป๋องอะลูมิเนียมแล้วต้องใช้หลอด เพราะรู้มาว่า กระป๋องที่วางไว้ในร้านหรือห้องเก็บของก่อนที่ร้านค้าจะเอามาใส่ตู้เย็นนั้น มีหนูหรือแมลงสาบเดินป้วนเปี้ยนอยู่บนกระป๋องแน่ๆ ใช่คุณหรือเปล่า ที่ไม่กล้าดื่มน้ำอัดลมโดยตรงจากขวดแก้ว เพราะว่ากลัวว่าสนิมจากฝาขวด ที่เกาะอยู่ตามปากขวดนั้น จะไหลลงคอตามไปด้วย ใช่คุณหรือเปล่า ที่ไม่ยอมดื่มน้ำจากแก้วที่ร้านค้าเสริฟให้ เพราะเชื่อว่า ร้านค้าเหล่านั้นล้างแก้วไม่สะอาด และไม่อยากกินขี้ปากคนอื่น ใช่คุณหรือเปล่า ที่เชื่อว่าต้องเปลี่ยนแปรงสีฟันทุกสามเดือนเพื่อสุขอนามัยของช่องปาก ใช่คุณหรือเปล่า ที่สามารถเตรียมของขบเคี้ยวและอาหารว่างสาระพัดเวลาไปเที่ยวที่ต่างๆ แต่ว่าไม่เตรียมน้ำดื่มหรือเตรียมไปไม่พอ (เพราะหนัก) และคิดว่าไม่เป็นไร ไปซื้อเอาดาบหน้า แถมยังได้น้ำเย็นดื่มด้วย ใช่คุณหรือเปล่า ที่เลี้ยวเข้าปั๊มเติมน้ำมันเพราะป้ายน้ำดื่มฟรี 1 ขวด เมื่อเติมครบ 500 บาท ทั้งๆ ที่ชีวิตประจำวันออกจากบ้านก็ตรงดิ่งไปทำงานหรือโรงเรียน และสถานที่เหล่านั้นก็มีตู้น้ำดื่มให้เติมใส่ภาชนะของตัวเอง ใช่คุณหรือเปล่า ที่ต้องซื้อกับข้าวถุง หรืออาหารเข้าบ้าน แต่เดินไปร้านค้าเหล่านั้นมือเปล่า […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

Beginner’s Mind อัศจรรย์ของการเห็นครั้งแรก

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วฉันไปเปิดหลักสูตรใหม่ของมูลนิธิโลกสีเขียวที่เชียงดาว เป็นการอบรม Nature Mentor สร้างผู้ทำหน้าที่เปิดประตูสู่ความมหัศจรรย์ของโลกธรรมชาติคนใหม่ๆ ขึ้นมาในสังคมไทย เป็นที่น่าประหลาดใจและสะพรึงใจไปพร้อมๆ กัน เมื่อเปิดรับสมัครแล้วพบว่ามีผู้สมัครเข้าคอร์สกันอย่างท่วมท้น จนต้องปิดรับสมัครก่อนกำหนด เพื่อคัดเลือกผู้ร่วมหลักสูตรมาเพียง 37 คน ไม่เคยนึกเลยว่าคนจะสนใจกันถึงเพียงนี้ มันน่าจะแสดงถึงปรากฎการณ์เล็กๆ อะไรบางอย่างที่เริ่มผุดขึ้นมาในสังคมไทย เป็นการมองเห็นปัญหาร่วมกัน เห็นความต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมกับธรรมชาติ ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการสูญพันธ์ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งที่ 6 ของโลกใบนี้ ผู้สมัครแต่ละคนที่เราได้มีโอกาสช้อนเข้ามาจึงล้วนแล้วแต่เป็นคนมี “ของ” และไม่ใช่ของธรรมดา หลายคนเป็นขั้นเซียนในสายงานตนเอง มีตั้งแต่นักสัตววิทยาระดับแนวหน้า แอบกรอกใบสมัครมาว่าเป็นแม่บ้าน นักเขียนเบส์ทเซลเลอร์มือทองขวัญใจวัยโจ๋ นักวิทยาศาสตร์ ครูศิลปะธรรมชาติลือชื่อในวงการ นักการศึกษาหลายแนวทั้งในและนอกระบบ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมหาลัย หมอสมุนไพรผู้มีสัมผัสละเอียดอ่อนต่อความสมดุลของธาตุ นักอนุรักษ์ นักสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงนางผู้มีญาณทัศนะ เรียกง่ายๆ ว่ามีความเป็นแม่มด ทีมวิทยากรของเรา ซึ่งรวบรวมมาจากหลายองค์กร เห็นชื่อผู้เข้าอบรมก็หนาว ใจสั่น ไม่รู้จะเอาอะไรไปสอนคนเก่งๆ เหล่านี้ แต่ฉันมั่นใจว่าคนเก่งที่สมัครมาเรียนกับเรา ล้วนเป็นคนน้ำไม่ล้นแก้ว เขาต้องรู้สึกว่าหลักสูตรเรามีอะไรให้เขาที่เขายังขาดและอยากเติมเต็ม อย่างน้อยก็เพื่อได้เจอได้แลกเปลี่ยนกับผู้คนที่มีความสนใจคล้ายกันจากพื้นเพที่ต่างกัน ที่สำคัญ เราต้องการคนเก่งหลายๆ ด้านเข้ามาร่วมทำงานฟื้นฟูความสัมพันธ์ธรรมชาติกับเรา ช่วยให้งานที่เราพยายามทำมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต สนองความต้องการของคนในสังคมวงกว้างขึ้นกว่าที่เรารู้จัก เราไม่กลัวคนเก่งเพราะเราถือหลักแบ่งปันความรู้ ผลัดกันเรียนผลัดกันสอน […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

ความภูมิใจใน “เรา”

กาลครั้งหนึ่งไม่กี่ปีมานี้ เมื่อพิธีกรเปิดคำถามจากฟลอร์ในงานเสวนา วัยรุ่นคนหนึ่งก็ยกมือขึ้นถามด้วยความสุภาพแต่สงสัยจริงจังว่า ทำไมคุณวิทยากร x จึงภูมิใจในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมดีงามของบรรพบุรุษ หวงแหนมากมาย แม้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเลย บางคนฟังแล้วอาจคันอวัยวะส่วนล่าง ช่างอหังการไร้สำนึกถึงรากเหง้าอะไรเช่นนั้น แต่ฉันทึ่งกับคำถามนี้มาก มันแสดงถึงสติปัญญาที่ฉันไม่เคยมีในวัยเดียวกัน มันเป็นปรากฎการณ์ที่เราทุกคนน่าจะถามตัวเอง เพราะเชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยมีอาการเช่นนี้ อย่างน้อยก็ในบริบทต่างๆ กันไป ลองพิจารณาดู ทำไมเราจึงมีความภูมิใจกับกลุ่มหมู่อะไรที่เราถือว่าเป็น “พวกเรา” ปลื้มเปรมยกย่องกับความสำเร็จของใครก็ตามที่โยงใยกับพวกของเรา ภูมิใจเสมือนเป็นความสำเร็จของตัวเราเอง ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ลงขันทำอะไรให้มันเกิดขึ้นมา อย่างต่ำเลยก็เป็นกับทีมฟุตบอล ไม่ได้รู้จักมักจี่เขาเลย แต่เขาชนะแล้วเราฟินเว่อร์ บางคนกับบรรพบุรุษ ปู่ทวดฉันเคยสร้างโน่นนี่ เป็นนั่นนู่น ภูมิใจมาก ใครอย่าแตะอย่าว่า ทั้งๆ ที่เราก็เกิดไม่ทัน ไม่เคยรู้จักปู่ทวดคนเป็นๆ บางคนกับสถาบันที่เคยเรียนมา คนจากโรงเรียนฉันเก่ง ฉันเลยเก่งไปด้วย บางคนกับคนร่วมภูมิลำเนา บางคนกับคนร่วมชาติ บางคนกับเชื้อชาติพันธุกรรม แค่มีเลือดไทยผสมแต่เป็นพลเมืองอเมริกา คนไทยก็ภูมิใจมาก บางคนกับชีวิตร่วมสายพันธุ์ มองว่ามนุษย์ช่างฉลาดเก่งกาจกว่าสัตว์อื่น ทั้งๆ ที่ความเก่งทั้งหลายของมนุษย์ที่หยิบยกมาภาคภูมิใจกัน ล้วนเป็นสิ่งที่เราในฐานะปัจเจกทำเองไม่เป็น ไม่ได้มีความสามารถของมนุษย์ที่เราชื่นชม ถามจริง เรากี่คนสร้างรถยนต์ได้เอง สร้างคอมพิวเตอร์ได้เอง สักกี่คนประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ส่วนใหญ่เราเป็นผู้บริโภค แถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

เมื่อพระอาทิตย์ไม่ตกดิน

มีใครเป็นเหมือนกันบ้างที่ออกอาการดีใจเวลาที่เห็นพระอาทิตย์เพิ่งขึ้นหรือกำลังจะตก ตามความรู้สึกของผู้เขียน สีของท้องฟ้าในช่วงเวลาทั้งสองนั้นสวยมาก และแม้ว่ากล้องจากโทรศัพท์มือถือจะไม่สามารถถ่ายทอดได้อย่างที่ตาเรามองเห็น ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องหยิบขึ้นมาถ่ายรูปเมื่อมีโอกาสทุกครั้งไป ภาพจาก: http://www.knotmirai.com/author/admin/ แล้ววันนี้เองที่เกิดสะดุดใจตอนที่ขับรถออกไปส่งลูกชายที่สนามเทนนิส ภาพพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดไม้นั้นเป็นภาพที่หายากเหลือเกินสำหรับคนเมืองอย่างผู้เขียน ปกติแล้ว พระอาทิตย์จะหายไปทางหลังตึกสำนักงาน หรือคอนโดสูงๆ หรือไม่ก็พ้นสายตาไปเพราะป้ายโฆษณาใหญ่ยักษ์ทั้งหลายบดบัง หากไม่ได้ออกไปนอกเมือง โอกาสที่จะเห็นพระอาทิตย์ตกดินจึงยากเย็น ได้แต่ดูพระอาทิตย์ลับตึกและสิ่งก่อสร้างเป็นประจำ และก็รวมไปถึงการดูพระจันทร์โผล่จากยอดตึกด้วยเช่นกัน ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา สิ่งก่อสร้างในเมืองกัวลาลัมเปอร์และเมืองบริวารรอบๆ ที่มีทั้งอาคารพักอาศัยและสำนักงานผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก เฉพาะในรัศมีไม่เกินหนึ่งกิโลเมตรของบ้านผู้เขียน มีห้างสรรพสินค้าและอาคารสำนักงาน 2 แห่ง อพาร์ทเมนท์อีก 6 โครงการเกิดขึ้นมาแบบที่ได้เห็นตั้งแต่ตอนลงเสาเข็มจนเสร็จเปิดทำการ จนทำให้เกิดแลนด์มาร์คใหม่ๆ ในการอ้างอิงเวลาบอกทาง ไม่ใช่สวนสาธารณะหรือที่ทำการไปรษณีย์อย่างแต่ก่อน ถ้าจะเปรียบเทียบกับตอนอยู่กรุงเทพ ก็คงเหมือนที่เคยบอกตำแหน่งบ้านว่าอยู่ใกล้ท้องฟ้าจำลอง แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ อาจจะบอกเพื่อนว่าบ้านอยู่ใกล้เมเจอร์สุขุมวิทแทน ที่น่าเป็นห่วงคืออาคารสำนักงาน เพราะเท่าที่เห็น อาคารสำนักงานที่สร้างเสร็จภายในระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา มีไม่กี่แห่งที่มีคนเข้าใช้พื้นที่เกือบเต็ม ข้อมูลทางสถิติของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ได้รายงานว่ามีแค่ราวๆ 60-70% ของอาคารสำนักงานต่างๆ ที่มีการเช่าซื้อ นอกนั้น ก็ยังว่างโหวงไร้คนเข้าใช้พื้นที่หรือเข้าอยู่อาศัย ที่เก็งไว้ว่าจะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาเปิดบริษัทนานาชาติ ก็ยิ่งเป็นการเก็งที่ผิดคาด เพราะมาตรฐานอาคารสำนักงานที่สร้างในกัวลาลัมเปอร์และเมืองบริวารนี้ ยังด้อยกว่าอาคารสำนักงานในเมืองศูนย์กลางธุรกิจอื่นๆ ในเอเชียอย่างสิงคโปร์ หรือฮ่องกง ส่วนธุรกิจรุ่นใหม่ภายในประเทศ ก็ผันตัวไปเป็นธุรกิจออนไลน์กันซะส่วนมาก “การทำงาน” จึงต้องการแค่มีคอมพิวเตอร์ แทปเล็ต […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

From Russia with Love

จั่วหัวชื่อบทความนี้ คงมีแต่คนยุคสงครามเย็นจะเข้าใจ มันเป็นชื่อหนังเจมส์บอนด์ยุค ฌอน คอนเนอรี่ คนรุ่นแฟนฌอน คอนเนอรี่มีความทรงจำที่ไม่ค่อยจะดีนักต่อรัสเซีย จำได้ว่าครั้งแรกที่เดินทางไปเยี่ยมญาติที่อังกฤษ แม่พาขึ้นเรือบินแอโรฟลอตของรัสเซีย เพราะมันราคาถูกที่สุดในยุค 70s แอร์ดุมาก เสริฟอาหารตี 2 ใช้ถาดที่ถือมาเคาะหัวผู้โดยสารปลุกให้ตื่นขึ้นมากิน โขกถาดลงตรงหน้า สั่งคำเดียวว่า “Eat!” เราต้องรอ 24 ชั่วโมงเพื่อเปลี่ยนเครื่องที่รัสเซีย เขาบริการพาเราไปกักไว้ในโรงแรม ห้ามออกจากห้องนอน มีคนเฝ้าดุๆ หน้าลิฟท์แต่ละชั้น คอยตะโกน “Back!” ถ้าเราโผล่หัวออกมาจากห้อง ถึงเวลาอาหารจึงมาเคาะประตู “Eat!” จัดผู้โดยสารเดินเรียงแถวไปห้องอาหารในชั้นนั้น เสริฟซุปจืดๆ พร้อมขนมปังแข็งกัดไม่เข้า กินเสร็จก็เดินเรียงแถวกลับเข้าห้องนอนจนถึงเวลาบิน ความเกร็งต่ออำนาจหลังม่านเหล็กและขนมปังแข็งมันฝังใจ หลายสิบปีต่อมา เมื่อคิดจะไปเยือนรัสเซียต้นเดือนธันวากลางฤดูหนาวเหน็บ ให้มันรู้ไปว่านโบเลียนแพ้หิมะรัสเซียอย่างไร เราจึงออกจะเกร็ง แม้ว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวไทยจะเข้ารัสเซียได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า แต่ชาวพันทิปก็เตือนกันไว้ว่าอย่าได้วางใจ จงเตรียมเอกสารสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศภาษารัสเซียไปด้วย พร้อมกับใบโน่นนี่จากโรงแรมที่พัก แต่เมื่อไปถึงจริงๆ แล้ว อคติดั้งเดิมทั้งหมดก็ลบเลือนไป รัสเซียในวันนี้เปลี่ยนไปมาก อาหารอร่อยและถูก โดยเฉพาะซุปบ้านๆ (ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมโรงแรมของแอโรฟลอตไม่ให้เรากิน) เบียร์ท้องถิ่นและไวน์จากจอร์เจียดีงามสามภพ พิพิธภัณฑ์เลิศระดับโลก ผู้คนอัธยาศัยดี โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ยินดีช่วยเหลือบริการ […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

ภาพบาดตา

เปล่านะ ผู้เขียนไม่ได้จะพูดเรื่องของใครไปเห็นใครทำอะไรไม่ดีไม่งามที่ไหน แต่เป็นภาพบาดตาที่ผู้เขียนต้องเจอตามข้างถนนอยู่บ่อยๆ ตั้งแต่ปลายปี 2017 ที่ผ่านมา พบว่าจากบ้านของผู้เขียนไปยังโรงเรียนของลูกชาย อันมีระยะทางราวๆ 5 กิโลเมตรนั้น มี “ภาพบาดตา” เกิดขึ้นถึง 3 แห่ง ก็เจ้าป้ายโฆษณาแบบระบบทีวีดิจิตอลใหญ่เบิ้มเหล่านั้น ออกอิทธิฤทธิ์เปล่งแสงกันสนั่นลั่นจอเหมือนดูสตาร์วอร์เลยทีเดียว ป้า เอ๊ย ผู้เขียนคงไม่บ่นอะไรมาก หากว่ามันอยู่ในที่ในทางและเปล่งพลังกันพอตัว ตอนเช้าที่ขับรถส่งเด็กๆ ไปโรงเรียน ท้องฟ้ายังคงมืดมิดอยู่ เพราะนาฬิกาที่มาเลเซียนี่เร็วกว่าท้องฟ้าจริง (ตามความเคยชินของสาวไทย) ไปหนึ่งชั่วโมง แสงที่เจิดจ้าออกมาจากป้ายโฆษณา จึงบาดตาคนขับขี่กว่าปกติ โดยเฉพาะป้ายหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เรี่ยกับพื้นและเป็นช่วงทางโค้ง เวลาที่ขับรถลงมาจากสะพานข้ามสามแยก จะเผชิญหน้ากันจังๆ กับคนขับรถพอดี ในทางการโฆษณา ป้ายนี้ถือว่าอยู่ในจุดยุทธศาสตร์แน่ๆ เห็นกันชัดๆ แต่สำหรับผู้เขียน มันกลับทำให้ต้องตกอยู่ในสภาพตาบอดไฟไปสิบวินาที ก่อนที่จะสามารถปรับสายตาเพ่งมองรถข้างหน้าและรถที่เข้ามาเทียบข้างๆ จากเลนคู่ขนานสะพาน ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่โฆษณาสีสดๆ แบบสีเหลืองจ๋อยทั้งจอโผล่ขึ้นมาพอดีด้วยแล้ว ยิ่งทรมานเหลือเกิน เคยนึกอยู่เสมอว่า ป้าย LED น่าจะดีกว่าป้ายไวนิล เพราะในด้านของการผลัดเปลี่ยนโฆษณาแต่ละชนิดมีความถี่กี่ครั้งก็ได้แล้วแต่ราคาที่ตกลงกัน ส่วนการนำเสนอออกสู่สายตาผู้บริโภค ก็เพียงแต่ตั้งโปรแกรมให้โฆษณาขึ้นบ่อยครั้งตามที่ตกลง ภาพจาก: http://punestartups.org/forum/topics/led-display-advertising-in-pune ในขณะที่ป้ายไวนิล ทำมาจากส่วนผสมของพลาสติกกับคลอรีน มีชื่อเต็มๆ […]

Read More