Green Issues

Search Result for :

read

คู่มือนักสืบสายน้ำ

มาเเล้วจ้า !!! “คู่มือนักสืบสายน้ำ” … ฉบับปรับปรุงใหม่ พร้อมข้อมูลทันสมัย… คู่มือที่จะบอกว่าสายน้ำของเราสดใสหรือเจ็บป่วยอย่างไร? มาเปิดโลกกว้างกับสรรพชีวิตในลำธารเเละบ้านของมัน ให้มันบอกเราว่าสุขสบายดีไหม ถ้ามีปัญหาจะได้เเก้ไขได้ทันที ถ้าดีอยู่เเล้วจะได้ดูเเลให้ดีต่อไป คู่มือนักสืบชุดนี้จะช่วยติดอาวุธให้เราเป็นนักสืบสายน้ำ ผู้ตรวจสุขภาพเเละดูเเลสายน้ำ ด้วยความรู้คู่กับความรัก คู่มือนักสืบสายน้ำ ประกอบด้วย – คู่มือสำรวจเเละดูเเล ราคา 250 บาท – คู่มือสัตว์ลำธาร ราคา 300 บาท – เเว่นขยาย ราคา 200 บาท วิธีการสั่งซื้อ สอบถามรายละเอียดเเละสั่งซื้อ Line ID : gwfthailand Page Facebook : มูลนิธิโลกสีเขียว โทร : 02 662 5766 หรือ 080 596 3535

Read More
นิเวศในเมือง
read

แด่แม่ป้าเจน

เมื่อวันปิยะ 23 ตุลาที่ผ่านมา ถ้าใครมีเพื่อนสายสัตว์ป่าหลายคน ก็อาจจะพบว่าวันนั้นจอเฟซบุ๊คเต็มไปด้วยภาพเพื่อนๆ ถ่ายรูปคู่กับ “ป้าเจน” ฉันหมายถึง เจน กู้ดดัล (Jane Goodall) ใครจะไม่ตื่นเต้นที่ได้เจอ ดร.เจน กู้ดดัลตัวจริง เธอเป็นไอคอนระดับโลกที่แม้แต่คนเดินถนนนอกวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าก็รู้จัก โดยเฉพาะในเมืองฝรั่ง เธอบุกเบิกงานวิจัยพฤติกรรมลิงชิมแพนซีป่าในอาฟริกาในยุค 60 ซึ่งปฏิวัติมุมมองและแนวทางการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ป่า ทำลายนิยามเดิมของมนุษย์ที่เคยถือว่าต่างจากสัตว์อื่นเพราะเป็น “ผู้ประดิษฐ์เครื่องมือ” เมื่อพบว่าลิงชิมก็ทำเช่นกันแม้ว่าจะเป็นเครื่องมือที่พื้นฐานกว่า และยังพบความสลับซับซ้อนของสังคมชิมแพนซีอีกมากมาย ทั้งในปางร้ายและปางธรรม ถึงกลางยุค 80 เมื่อการทำลายป่าและธรรมชาติอื่นๆ กลายเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก เธอผันตัวเองออกจากงานวิจัยสู่งานอนุรักษ์และงานพัฒนายั่งยืนที่สร้างเครือข่ายไปทั่วโลก แล้วยังเขียนหนังสืออีกมากมายหลายเล่ม ปัจจุบันเธออายุ 84 ปีแล้ว เดินทางทั่วโลก 300 วันต่อปี เพื่อบรรยายและช่วยเหลือโครงการอนุรักษ์ต่างๆ ครั้งนี้เธอมาเมืองไทยเพื่อปาฐกถาในงานประชุมประจำปีของสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก (WAZA) โดยมีองค์การสวนสัตว์ไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อสาวๆ เจน กู้ดดัลเป็นคนสวยมาก ยามแก่เธอก็งาม มีราศีสว่างและอบอุ่น เธออ่อนโยน แต่หนักแน่นและมุ่งมั่น ตาเธอยังเป็นประกายเมื่อพูดถึงสัตว์และเรื่องสนุกๆ และมีพลังชีวิตอย่างเหลือเชื่อ คิดดู อายุ 84 บินถึงไทยตอนกลางคืน รุ่งขึ้นคุยกับสื่อมวลชน […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

ป้ายดีปหมดอายุ

“ดีปปี้” คือสรรพนามสั้นๆ ที่บางครั้งใช้เรียกสายนิเวศวิทยาเชิงลึกหรือแนว deep ecology ในยุคฮิปปี้เบ่งบาน พวกเขามีคู่ต่างที่ถูกให้ชื่อเป็นขั้วตรงข้ามว่า shallow ecology หรือนิเวศวิทยาสายตื้นเขิน อ๊ะ มีว่าคนอื่นตื้น หมั่นไส้ขึ้นมาล่ะสิ — ก็มาชวนให้สำรวจความหมั่นไส้นี่แหละ ดีปปี้มีความหมายและความเข้มข้นแตกออกไปในกลุ่มต่างๆ แต่หลักๆ คือมุมมองว่าทุกชีวิตทุกสายพันธุ์มีคุณค่าในตัวมันเอง ไม่ใช่ทรัพยากรที่มีค่าตามประโยชน์ที่มอบแก่มนุษย์ และมนุษย์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสัมพันธ์โยงใยในโลกทั้งใบ ไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล ดีปปี้จึงมองว่าหากจะแก้ปัญหาการทำลายล้างธรรมชาติ เราต้องแก้ที่ต้นตอ คือทัศนคติและจริยธรรมในสังคมมนุษย์ ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมบริโภคนิยมและการลดประชากรมนุษย์ แต่เดิม ในยุค 60 เมื่อนิยามกันใหม่ๆ ดีปปี้จึงมาในแนวปฏิเสธเทคโนโลยี และมองว่ากลุ่มคนที่มุ่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางเทคนิค จะด้วยเทคโนโลยีหรือการจัดการที่มุ่งบรรเทาผลกระทบจากกิจกรรมและการบริโภคทรัพยากรของมนุษย์เป็นพวกตื้นเขิน แก้ปัญหาเพียงผิวๆ ไม่ถึงรากถึงโคน เหมือนเอาพลาสเตอร์แปะแผลไปวันๆ ถ้าใช้สายตาของคนยุคราว ค.ศ. 2020 ของเราตัดสินฮิปปี้ดีปปี้ มันก็ง่ายที่จะส่ายหน้ากลอกลูกตากับการปฏิเสธเทคโนโลยีของพวกดีปปี้ อะไรมันจะใจแคบขนาดน้าน ปัญหาไม่ได้ขาวดำ ถนนไม่ได้มีเพียงสองทางให้เดิน แต่เทคโนโลยีที่เบ่งบูมในยุคนั้นมักเป็นแนวทำลายล้าง เอาชนะต้านธรรมชาติ ระเบิดภูเขาขุดเจาะชั้นธรณีสกัดวัตถุดิบ สร้างมลภาวะ มหาปลัยนิวเคลียร์ กั้นแม่น้ำจนระบบนิเวศยับเยิน ได้อย่างเสียอย่าง ฝ่ายหนึ่งได้เงินและความสะดวกสบาย ฝ่ายหนึ่งเสียสุขภาพ ถิ่นฐาน และวิถีชีวิต แม้ว่าการติดตั้งเครื่องบำบัดน้ำเสียที่ปลายท่อจะสำคัญ […]

Read More
กินดีอยู่ดี
read

ก่อน-หลังออกกำลังกาย กินอะไรดี

ผู้เขียนเข้าใจว่า ประเด็นการกินอะไรก่อนหรือหลังออกกำลังกายนี้มักไม่อยู่ในความคิดของคนทั่วไปที่สนใจการออกกำลังกาย เพราะแค่พาตัวไปออกกำลังกายด้วยวิธีอะไรก็ได้นั้น มันก็ยากแสนยากเย็นแล้ว “เรื่องกินอะไรดี” มักเป็นเรื่องที่คิดกันทีหลัง ส่วนคนที่หวังออกกำลังกายเพื่อคุมน้ำหนักตัว โดยเฉพาะการเล่นกีฬาที่เป็นเกมส์นั้น ประเด็นนี้ค่อนข้างสำคัญมาก เนื่องจากการเล่นกีฬาที่เป็นเกมส์จำต้องเล่นต่อเนื่องไม่สามารถหยุดได้จนกว่าจบเกมส์หรือมีจังหวะที่ต้องหยุดตามกติกา การที่จะเล่นอะไรต่อเนื่องได้จึงจำเป็นต้องมีพลังงานที่เค้นออกมาจากเซลล์กล้ามเนื้อ เพื่อทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามเกมส์ตามต้องการ คำว่าการออกกำลังกายถ้าเป็นภาษาอังกฤษร้อยทั้งร้อยคนไทยมักบอกว่า คือ exercise ทั้งที่ความจริงแล้ว คำว่า excercise นี้มีความหมายหลายประการตั้งแต่ แบบฝึกหัด การออกกำลังกาย การทำงาน การใช้แรงกายทำกิจกรรม แต่ในเว็บของฝรั่งที่บรรยายเรื่องเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติตนให้มีสุขภาพดีนั้นมักใช้คำว่า workout น่าจะหมายถึงการทำอะไรก็ได้ที่มีการออกแรงได้เหงื่อซึ่งส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงและควรมีสุขภาพดี ผู้เขียนเริ่มเล่นกีฬาโดยหวังมีสุขภาพที่ดีอย่างจริงจัง เมื่อย่างเข้าสู่ตอนปลายของวัยกลางคนคือ อายุ 40 กว่าปีแล้ว ทั้งนี้เพราะในช่วงต้นของการทำงานสอนหนังสือนั้นมีความรู้สึกว่า การออกกำลังกายนั้นเสียเวลาและเปลืองเงิน เพราะอุปกรณ์กีฬาที่ใช้ในการเล่นตลอดจนเครื่องแต่งกายที่ช่วยทำให้ปลอดภัยระหว่างออกกำลังกายนั้นเช่น รองเท้า สนับเข่า และอื่น ๆ มีราคาค่อนข้างแพง ดังนั้นจึงเลือกทำงานบ้านที่ทำให้ได้เหงื่อเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็สรุปได้เองว่า คิดผิด เพราะทำงานบ้านนั้นมันเป็นความจำเป็นที่บางครั้งก็เบื่อบ้าง ในขณะที่การเล่นกีฬานั้นเป็นความสมัครใจที่มักได้ผลตอบแทนคือ ความสนุกและได้เหงื่อเร็ว ดังนั้นในเริ่มแรกจึงขาดความรู้ในเรื่องว่า ควรกินอะไรก่อนและหลังการไปเล่นเกมส์ แต่ประสบการณ์หลังการออกกำลังกายไปสักช่วงหนึ่งทำให้พอเริ่มจับได้ว่า ควรกินอะไร อย่างไร ที่ทำให้เล่นกีฬาได้ด้วยความทนในระดับที่เราพอใจ ผู้รักการออกกำลังกายทุกคนต้องมีพลังงานที่ได้จากอาหารที่เหมาะสมครบห้าหมู่ โดยหลักการแล้วสารอาหารที่สำคัญในประเด็นนี้คือ แป้งและไขมัน แต่เนื้อสัตว์ก็สำคัญเพราะเป็นแหล่งของโปรตีนที่ต้องถูกนำไปสร้างเป็นเอ็นซัมสำหรับการย่อยแป้งไปเป็นพลังงาน […]

Read More
คุยข่าวสีเขียว
read

“กาแฟสัญญาใจ”…สัญญานะว่าจะไม่ทิ้งขยะ

ฤดูหนาวมาถึงแล้ว เป็นสัญญาณว่าเทศกาลเดินป่ามาถึงแล้วเช่นกัน ฉันเชื่อว่าฤดูกาลท่องเที่ยวป่าเขาในปีนี้จะมีความเปลี่ยนแปลง ที่พูดเช่นนี้เพราะฉันได้พบสัญญาณเชิงบวกจากการท่องเที่ยวครั้งล่าสุดที่น้ำตกปิตุ๊โกลและดอยมะม่วงสามหมื่น อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เช้าตรู่ขณะที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทางจากจุดกางเต้นท์ไปยังดอยมะม่วงสามหมื่น ฉันเห็นคนกลุ่มเล็กๆ 3-4 คนจัดแจงปูผ้าใบริมทางเดินแล้วนำเครื่องชงกาแฟขนาดใหญ่พร้อมเครื่องบดและอุปกรณ์อื่นๆ ออกมาตั้ง คนหนึ่งทำหน้าที่บดกาแฟ อีกคนทำหน้าที่ชง พลางร้องเรียกผู้คนที่เดินผ่านให้แวะชิมฟรี ฉันสาวเท้าไปตามกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟและคำเชื้อเชิญ สั่งคาปูชิโน่ร้อน และถามไถ่ที่มาของพวกเขา “โอ๊ค” ชายหนุ่มที่ทำหน้าที่ชงกาแฟเล่าว่าพวกเขามาจากกลุ่ม “อาสาเที่ยว” กลุ่มท่องเที่ยวที่อยากให้คนไปเที่ยวได้อะไรมากกว่าไปเที่ยว ในฐานะคนรักกาแฟ เขาและกลุ่มจึงเลือกทำสิ่งที่รักและถนัดด้วยการซื้อเครื่องชงกาแฟร็อกซ์เอสเปรสโซ่มูลค่าเกือบหมื่นที่มีคุณสมบัติพิเศษคือเป็นเครื่องชงกาแฟแรงดันสูงที่ให้รสชาติและกลิ่นหอมกรุ่นราวกับเครื่องชงกาแฟชั้นดีโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า พวกเขาหอบหิ้วเครื่องทำกาแฟและอุปกรณ์ไปทุกที่ที่ไปเที่ยว เพื่อทำกาแฟสดและเครื่องดื่มร้อนอื่นๆ แจกนักท่องเที่ยวโดยไม่เลือกว่าเป็นพวกเขาพวกใคร สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการตอบแทนคือคำมั่นสัญญาจากผู้ดื่มว่าจะนำขยะจากการกินใช้ของตัวเองทุกชิ้นติดตัวกลับไปด้วย เป็นที่มาของ “กาแฟสัญญาใจ” “สัญญาแล้วนะ” เขาร้องบอกขณะที่ฉันจิบคาปูชิโน่ร้อนๆ หอมกรุ่น “ชัวร์อยู่แล้ว” ฉันตอบน้ำเสียงหนักแน่น ทุกครั้งที่เดินป่าฉันคงนึกถึง “สัญญาใจ” ที่มีต่อกัน เป็นคำขอที่ไม่มากเกินไปเลย หากนักท่องเที่ยวทุกคนทำตามคำมั่นสัญญาก็จะส่งผลกระทบอันยิ่งใหญ่ต่อธรรมชาติ เพราะขยะในเขตอุทยานแห่งชาติเกือบร้อยทั้งร้อยก็มาจากนักท่องเที่ยวนั่นเอง โอ๊คและคณะไม่ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรก หลายปีก่อนเขาเคยมาเที่ยวน้ำตกปิตุ๊โกลก่อนที่น้ำตกนี้จะเป็นที่รู้จักในหมู่นักเดินป่า เมื่อนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น วันหยุดยาวบางช่วงมีนักท่องเที่ยวนับพันคน ขยะก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ครั้งหนึ่งเด็กๆ ในหมู่บ้านเคยตั้งคำถามกระทบใจเขาว่า “พวกพี่มาบ้านผมเพื่อทิ้งขยะหรือ” ไม่มีใครอยากให้บ้านตัวเองเป็นที่ทิ้งขยะ ช่วงปิดเทศกาลท่องเที่ยวปีที่แล้ว กลุ่มชาวบ้านและเยาวชนจาก 8 หมู่บ้านรอบๆ น้ำตกปิตุ๊โกลจึงรวมกลุ่มกันเก็บขยะจากน้ำตกปิตุ๊โกลและดอยมะม่วงสามหมื่นลงสู่พื้นราบ ปริมาณขยะมากถึงเกือบ […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

เมื่อดอกไม้รักเรา

อุทยานแห่งชาติหุบเขาแห่งดอกไม้ (Valley of Flowers) ซุกตัวอยู่ในร่องซอกหลืบหิมาลัยตะวันตกบริเวณต้นน้ำคงคา รัฐอุตตราขัณฑ์ของอินเดีย ไม่ใช่ที่ที่จะไปถึงได้ง่ายนัก แต่ผู้คนก็บากบั่นเดินทางมาเยือนกันมากมาย แม้ต้องนั่งรถสองวัน แล้วเดินต่ออีกหนึ่งวันเพื่อปักหลักวางกระเป๋าพักแรมในหมู่บ้านแกงกาเรียที่อยู่ใกล้อุทยานที่สุด ยึดตรงนี้ไว้เป็นฐานที่มั่น เพราะเขาห้ามค้างในอุทยาน ดังนั้นหากจะเข้าถึงตัวหุบเขาดอกไม้ เรายังจะต้องเดินขึ้นเขาต่อไปถึงด่านทางเข้าอุทยาน ลงชื่อไว้ แล้วเดินข้ามน้ำและเขาอีกลูกหนึ่งกว่าจะถึงหุบเขาอันเลื่องลือแห่งนี้ ถ้าโชคไม่ดีฝนตกหนักเมฆหมอกหนาก็อาจไม่เห็นอะไรมากนัก หรือดูดอกไม้ยังไม่ถึงไหน ถึงเวลาบ่ายก็ต้องรีบเดินข้ามเขากลับ จะแอบไม่กลับก็ไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่อุทยานจะไล่เดินตามเทรล ต้อนให้ออกมา เดินกลับไปนอนที่หมู่บ้านเพื่อตื่นแต่เช้ากลับมาปีนเขาลูกเดิมเข้าไปใหม่ในวันรุ่งขึ้น หวังว่าเมฆหมอกจะเคลียร์ ฟ้าจะเปิดให้เห็นเขาหิมะรอบหุบได้บ้าง ถ้าโชคดี (เหมือนพวกเรา) จะเห็นถึงยอดนันทาเทวี จริงๆ ก็มีหุบเขาที่เต็มไปด้วยดอกไม้อีกหลายแห่งในหิมาลัยแถบนั้น แต่คนก็มาที่นี่กันมากที่สุด เพราะมันดังที่สุด มันดังเพราะสมญานาม “หุบเขาแห่งดอกไม้” ที่กลุ่มนักสำรวจปีนเขาชาวอังกฤษนำโดยแฟรงค์ สมิธ ผู้บังเอิญค้นพบหุบเขานี้ในปี ค.ศ.1931 ได้ตั้งให้ นอกจากนี้มันยังมีการจัดการที่ทำให้ชีวิตค่อนข้างสะดวกแม้ไม่อู้ฟู่ ทั้งที่พัก อาหาร การเดินทาง เมื่อเทียบกับความพยายามไปรอนแรมชมหุบเขาอื่นๆ นักท่องเที่ยวจึงเยอะพอๆ กับดอยอินทนนท์ โดยเฉพาะในช่วงต้นทาง แต่ความรู้สึกไม่ยักเหมือนกัน คนส่วนใหญ่ 90% ที่ดั้นด้นมาที่นี่เป็นชาวอินเดียจากทั่วทุกสารทิศ หลายคนมาจากพื้นราบกลางประเทศ ไม่เคยเห็นภูเขามาทั้งชีวิต ทุกคนล้วนมีจุดประสงค์เดียวกัน คือเพื่อดูดอกไม้ […]

Read More
คุยข่าวสีเขียว
read

โลกในมือเด็กเมื่อวานซืน

“สิ่งที่ผมแปลกใจมากคือใจกลางมหาสมุทรที่มนุษย์ไม่เคยไปเยือนกลับมีพลาสติกมากกว่าแพลงก์ตอนถึง   6 เท่า ทุกปีึสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนับแสนตัวและนกทะเลอีกนับล้านตัวตายเพราะพลาสติก ผมช็อคมากที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้กำลังจะสูญพันธุ์ และช็อคยิ่งกว่าที่คนในแวดวงนี้บอกว่าการเก็บขยะเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้” โบยัน สแลต เด็กหนุ่มชาวดัชน์บอกเล่า ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เขาเป็นนักเรียนมัธยมวัย 17 ปีที่ฮ็อตที่สุดในแวดวงนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังการพูดที่เวที TedTalk ว่าเขามีวิธีกำจัดขยะกองมหึมาขนาดใหญ่กว่าประเทศฝรั่งเศส 3 เท่า หรือน้ำหนักประมาณ 80,000 เมตริกตัน “ชาลร์ส มัวร์ นักวิจัยที่ค้นพบแผ่นขยะในมหาสมุทรแปซิฟิคประมาณการว่าต้องใช้เวลา 79,000 ปีเพื่อจัดการขยะในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ผมเชื่อว่ามหาสมุทรสามารถทำความสะอาดตัวเองในแค่ 5 ปีเท่านั้น” ขณะที่คนส่วนใหญ่คิดว่าการกำจัดขยะในทะเลทำได้ด้วยการนำเรือและตาข่ายไปดักจับขยะและนำขึ้นมาจัดการบนบก แต่เด็กหนุ่มผู้หลงไหลการดำน้ำอย่างโบยันใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมปลายมาประยุกต์  เขาคิดว่าพลังงานจากแสงอาทิตย์ และกระแสน้ำสามารถขับเคลื่อนขยะในท้องทะเลไปยังชายฝั่งได้ “ถ้าเราอยากจะทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ก็ต้องคิดให้แตกต่าง ทำไมต้องลงไปในมหาสมุทร ในเมื่อมหาสมุทรเข้ามาหาคุณได้ ทำไมต้องเอาเรือไปลอยลำแล้วกวาดขยะ  แทนที่จะวิ่งตามเก็บพลาสติก คุณก็แค่รอให้พลาสติกลอยเข้ามาหาคุณ โดยไม่ต้องเสียพลังงานอะไรเลย” แนวคิดนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลการออกแบบเชิงเทคนิคยอดเยี่ยม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟท์ เนเธอร์แลนด์ รางวัล 20 นักธุรกิจรุ่นเยาว์ที่มีอนาคตไกล และรางวัลแชมป์ออฟดิเอิร์ธ ขององค์การสหประชาชาติ จากนักเรียนมัธยมเมื่อหกปีที่แล้ว วันนี้โบยันกลายเป็นนักศึกษาด้านวิศวกรรมการบิน เขาระดมทุนทางสาธารณะผ่านระบบคลาวด์ได้เงินประมาณ 2.2 […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

ลอยทะเล

คิดอยู่เป็นนานกว่าจะลงมือเขียนเรื่องนี้ เพราะเกรงว่าผู้อ่านจะเขี่ยนิ้วเร็วๆ ข้ามไปโดยไม่อ่าน ถ้าหากรู้ว่ากำลังจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับขยะในทะเล ที่มีทั้งเรื่องขยะที่พบในทะเล ริมหาด ในท้องสัตว์น้ำ ติดแหง็กตามร่างกายของสัตว์ทะเล แล้วก็มีหลายภาคส่วนที่ลุกขึ้นมารณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก ไม่รับหลอด เลิกใช้กล่องโฟมใส่อาหาร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ดีงามควรทำเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่า… มีเรื่องที่ต้องคิดตามและทำความเข้าใจกับหลายประเด็น ก่อนที่จะสามารถทำให้การรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้นประสบความสำเร็จ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้จริง ลองตอบคำถามเหล่านี้ดูก่อนก็แล้วกัน ใช่คุณหรือเปล่า ที่เวลาดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้จากกระป๋องอะลูมิเนียมแล้วต้องใช้หลอด เพราะรู้มาว่า กระป๋องที่วางไว้ในร้านหรือห้องเก็บของก่อนที่ร้านค้าจะเอามาใส่ตู้เย็นนั้น มีหนูหรือแมลงสาบเดินป้วนเปี้ยนอยู่บนกระป๋องแน่ๆ ใช่คุณหรือเปล่า ที่ไม่กล้าดื่มน้ำอัดลมโดยตรงจากขวดแก้ว เพราะว่ากลัวว่าสนิมจากฝาขวด ที่เกาะอยู่ตามปากขวดนั้น จะไหลลงคอตามไปด้วย ใช่คุณหรือเปล่า ที่ไม่ยอมดื่มน้ำจากแก้วที่ร้านค้าเสริฟให้ เพราะเชื่อว่า ร้านค้าเหล่านั้นล้างแก้วไม่สะอาด และไม่อยากกินขี้ปากคนอื่น ใช่คุณหรือเปล่า ที่เชื่อว่าต้องเปลี่ยนแปรงสีฟันทุกสามเดือนเพื่อสุขอนามัยของช่องปาก ใช่คุณหรือเปล่า ที่สามารถเตรียมของขบเคี้ยวและอาหารว่างสาระพัดเวลาไปเที่ยวที่ต่างๆ แต่ว่าไม่เตรียมน้ำดื่มหรือเตรียมไปไม่พอ (เพราะหนัก) และคิดว่าไม่เป็นไร ไปซื้อเอาดาบหน้า แถมยังได้น้ำเย็นดื่มด้วย ใช่คุณหรือเปล่า ที่เลี้ยวเข้าปั๊มเติมน้ำมันเพราะป้ายน้ำดื่มฟรี 1 ขวด เมื่อเติมครบ 500 บาท ทั้งๆ ที่ชีวิตประจำวันออกจากบ้านก็ตรงดิ่งไปทำงานหรือโรงเรียน และสถานที่เหล่านั้นก็มีตู้น้ำดื่มให้เติมใส่ภาชนะของตัวเอง ใช่คุณหรือเปล่า ที่ต้องซื้อกับข้าวถุง หรืออาหารเข้าบ้าน แต่เดินไปร้านค้าเหล่านั้นมือเปล่า […]

Read More
คุยข่าวสีเขียว
read

ยาฆ่าหญ้าทำลายชีวิตผม

“ผมเจ็บปวดทรมานมาก มันกำลังพรากทุกอย่างไปจากผม ผมจะไม่มีวันดีขึ้น…ยาฆ่าหญ้าทำลายชีวิตผม ถ้าผมรู้ว่ามันอันตราย ผมจะไม่มีวันฉีดพ่นมันบนสนามของโรงเรียน…มันผิดจริยธรรม” ดีเวน จอห์นสันอดีตคนงานในโรงเรียนแห่งหนึ่งแถลงต่อศาลซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา จอห์นสันเข้ามาทำงานที่โรงเรียนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555 เขามีหน้าที่ฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าที่สนามโรงเรียน เขาบอกว่าแม้จะสวมเครื่องป้องกันอย่างแน่นหนา แต่ก็มักจะสัมผัสกับราวด์อัพและแรงเยอร์โปรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลิตภัณฑ์ไกลโฟเสตทั้งคู่เป็นของมอนซานโต้ เขาถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเมื่อปีพ.ศ.2557 และเชื่อว่าการสัมผัสกับยาฆ่าหญ้าทำให้เขาป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว…ผิวหนังผุพองเป็นแผลไปทั่วร่างกาย “มันแย่มากทุกจุด” แพทย์บอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่เดือน ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยเพิ่งอนุญาตให้มีการนำเข้ายาฆ่าหญ้า 3 ชนิดคือพาราควอต และไกลโฟเสตต่อไป เมื่อพฤษภาคมนี้ และบริษัทเบเยอร์เข้าซื้อกิจการมอนซานโต้ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ไกลโฟเสตรายใหญ่ของโลกเมื่อมิถุนายน ก็มีข่าวใหญ่ระดับ “ปรากฎการณ์” ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อผู้พิพากษาแห่งศาลกลางซานฟรานซิสโกรับฟ้องคดีของดีเวน จอห์นสัน ซึ่งถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ผู้พิพากษาอนุญาติให้มีการนำสืบประเด็นความเชื่อมโยงของราวด์อัพกับมะเร็ง และกรณีมอนซานโต้ปกปิดข้อมูลอันตรายและความเสี่ยงต่อสุขภาพของไกลโฟเสต คดีของจอห์นสันได้รับความสนใจจากทั่วโลกเมื่อผู้พิพากษาอนุญาตให้มีผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวหลายร้อยรายและญาติของผู้ป่วยมะเร็งที่เสียชีวิตไปแล้วสามารถเสนอข้อมูลเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีนี้ได้ และอนุญาตให้นำเสนอเอกสารทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับไกลโฟเสต ซึ่งเป็นยาฆ่าหญ้าที่ใช้อย่างกว้างขวางที่สุดทั่วโลก  โดยในศาลมีการเผยแพร่อีเมลภายในของมอนซานโต้ว่าบริษัทเพิกเฉยคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญ และเสาะหา “นักวิทยาศาสตร์ผี” มาวิเคราะห์และเขียนรายงานข้อดีของไกลโฟเสต การต่อสู้ครั้งนี้ที่มิใช่ต่อสู้ระหว่างภาคประชาชน แต่ยังเป็นการต่อสู้ระหว่างหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานด้านสุขภาพของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย โดยเมื่อปี พ.ศ. 2558 คณะทำงานว่าด้วยการวิจัยเรื่องมะเร็ง (IARC) ขององค์การอนามัยโลกจัดให้ไกลโฟเสตเป็นสารที่ “อาจก่อมะเร็งในมนุษย์” และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค 22 ชนิด เช่น เบาหวาน ความดันสูง อัลไซเมอร์ […]

Read More
นิเวศในเมือง
read

Beginner’s Mind อัศจรรย์ของการเห็นครั้งแรก

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วฉันไปเปิดหลักสูตรใหม่ของมูลนิธิโลกสีเขียวที่เชียงดาว เป็นการอบรม Nature Mentor สร้างผู้ทำหน้าที่เปิดประตูสู่ความมหัศจรรย์ของโลกธรรมชาติคนใหม่ๆ ขึ้นมาในสังคมไทย เป็นที่น่าประหลาดใจและสะพรึงใจไปพร้อมๆ กัน เมื่อเปิดรับสมัครแล้วพบว่ามีผู้สมัครเข้าคอร์สกันอย่างท่วมท้น จนต้องปิดรับสมัครก่อนกำหนด เพื่อคัดเลือกผู้ร่วมหลักสูตรมาเพียง 37 คน ไม่เคยนึกเลยว่าคนจะสนใจกันถึงเพียงนี้ มันน่าจะแสดงถึงปรากฎการณ์เล็กๆ อะไรบางอย่างที่เริ่มผุดขึ้นมาในสังคมไทย เป็นการมองเห็นปัญหาร่วมกัน เห็นความต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมกับธรรมชาติ ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการสูญพันธ์ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งที่ 6 ของโลกใบนี้ ผู้สมัครแต่ละคนที่เราได้มีโอกาสช้อนเข้ามาจึงล้วนแล้วแต่เป็นคนมี “ของ” และไม่ใช่ของธรรมดา หลายคนเป็นขั้นเซียนในสายงานตนเอง มีตั้งแต่นักสัตววิทยาระดับแนวหน้า แอบกรอกใบสมัครมาว่าเป็นแม่บ้าน นักเขียนเบส์ทเซลเลอร์มือทองขวัญใจวัยโจ๋ นักวิทยาศาสตร์ ครูศิลปะธรรมชาติลือชื่อในวงการ นักการศึกษาหลายแนวทั้งในและนอกระบบ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมหาลัย หมอสมุนไพรผู้มีสัมผัสละเอียดอ่อนต่อความสมดุลของธาตุ นักอนุรักษ์ นักสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงนางผู้มีญาณทัศนะ เรียกง่ายๆ ว่ามีความเป็นแม่มด ทีมวิทยากรของเรา ซึ่งรวบรวมมาจากหลายองค์กร เห็นชื่อผู้เข้าอบรมก็หนาว ใจสั่น ไม่รู้จะเอาอะไรไปสอนคนเก่งๆ เหล่านี้ แต่ฉันมั่นใจว่าคนเก่งที่สมัครมาเรียนกับเรา ล้วนเป็นคนน้ำไม่ล้นแก้ว เขาต้องรู้สึกว่าหลักสูตรเรามีอะไรให้เขาที่เขายังขาดและอยากเติมเต็ม อย่างน้อยก็เพื่อได้เจอได้แลกเปลี่ยนกับผู้คนที่มีความสนใจคล้ายกันจากพื้นเพที่ต่างกัน ที่สำคัญ เราต้องการคนเก่งหลายๆ ด้านเข้ามาร่วมทำงานฟื้นฟูความสัมพันธ์ธรรมชาติกับเรา ช่วยให้งานที่เราพยายามทำมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต สนองความต้องการของคนในสังคมวงกว้างขึ้นกว่าที่เรารู้จัก เราไม่กลัวคนเก่งเพราะเราถือหลักแบ่งปันความรู้ ผลัดกันเรียนผลัดกันสอน […]

Read More
คุยข่าวสีเขียว
read

ตื่นเถิดชาวไทย…ขยะอิเล็กทรอนิกส์

ข่าวการตรวจจับโรงงานลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่องเมื่อเร็วๆนี้ เป็นการปลุกให้สังคมไทยตื่นมารับรู้ว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลกจำนวนมหาศาลซ่อนอยู่ในบ้านเรานี้เอง เมื่อไม่นานมานี้องค์กรสิ่งแวดล้อมสากลเผยแพร่สารคดีชาวจีนและชาวอินเดียยากจนนั่งคัดแยกวัสดุมีค่าท่ามกลางกองขยะอิเลคทรอกนิกส์ที่สูงท่วมหัว ซึ่งเป็นภาพที่น่าอนาจใจ ทว่าเมื่อปีที่แล้วประเทศจีนตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จึงยุติการอนุญาตนำเข้าขยะอิเลกทรอนิกส์และขยะอันตรายจากทั่วโลก ดังนั้นขยะอิเลกทรอนิกส์ที่รอเคลื่อนย้ายจึงเปลี่ยนทิศทางมายังประเทศไทย และคนที่นั่งอยู่ท่ามกลางกองขยะดังกล่าวกลายเป็นคนไทยและแรงงานต่างชาติ การคัดแยกของมีค่าจากขยะอิเลกทรอนิกส์เป็นธุรกิจที่หอมหวาน สหพันธ์การสื่อสารโทรคมนาคมสากล (ITU) คาดการณ์ว่า ในปีพ.ศ. 2559 การคัดแยกวัสดุมีค่าในขยะอิเลกทรอนิกส์ทั่วโลกมีมูลค่า 55,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท ทองคำแม้จะมีปริมาณน้อยสุดคือ 500 เมตริกตันแต่มีมูลค่าสูงสุดประมาณ 6.93 แสนล้านบาท พลาสติกปริมาณมากสุดคือ 12.2 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 5.77 แสนล้านบาท ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าในปีพ.ศ. 2559 ตลาดรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยมีมูลค่า 4,770 ล้านบาท และคาดว่าปี 2560 จะมีมูลค่าประมาณ 4,920-5,000 ล้านบาท โดยขยะอิเล็กทรอนิกส์ 1 ตันสร้างมูลค่าได้ 67,100 บาท อาจมีคำถามว่าหากเป็นธุรกิจที่หอมหวานจริง ทำไมประเทศต่างๆ จึงพยายามผลักดันขยะอิเลกทรอนิกส์ไปให้พ้นเขตแดนของตัวเอง คำตอบคือในประเทศพัฒนาแล้วซึ่งมีมาตรฐานความปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมและค่าแรงงานสูง การคัดแยก รีไซเคิล และการกำจัดขยะดังกล่าวมีต้นทุนสูงกว่าผลักภาระไปยังประเทศอื่นหลายเท่า  และต่อให้กำจัดดีอย่างไรก็ยังคงมีสารเคมีอันตรายตกค้างอยู่ในดินน้ำและอากาศอยู่นั่นเอง การผลักไสไปยังประเทศที่กฎหมายอ่อนแอและมีช่องโหว่จึงง่ายและถูกกว่า […]

Read More
กินดีอยู่ดี
read

เด็กของเรากินอะไรหน้าโรงเรียน

บทความนี้ผู้เขียนจะให้ข้อมูลเพื่อขอให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาว่า อะไรคือสิ่งที่เหมาะสมกับสังคมไทยในประเด็นเกี่ยวกับการที่นักเรียนเล็ก ๆ ได้ซื้อไส้กรอกฝรั่งที่ขายหน้าโรงเรียนกินแล้ว เสี่ยงอันตรายในการได้รับสารประกอบไนไตรท์หรือการได้รับสารก่อมะเร็งไนโตรซามีนนั้น สมควรที่จะทำอย่างไรดี ก่อนอื่นนั้นผู้เขียนขอให้ข้อมูลพื้นฐานแก่ผู้ที่ไม่ค่อยคุ้นชินกับเรื่องของไส้กรอกฝรั่ง ซึ่งต่อไปขอเรียกว่าไส้กรอก (ซึ่งไม่รวมไส้กรอกอีสานหรือผลิตภัณฑ์อาหารอื่นใดที่อาจมีหน้าตาคล้ายไส้กรอกฝรั่ง) ว่า ไส้กรอกทั้งหมูและไก่นั้นไม่ใช่อาหารไทยมาแต่เดิม วิกิพีเดียไทยให้ความรู้ว่า “ไส้กรอก มีความเป็นมานานถึง 3,500 ปีแล้ว ในยุคบาบิโลเนีย ลักษณะเป็นเนื้อหมักเครื่องเทศ ยัดไว้ในไส้สัตว์ ในยุคกลางเมืองต่าง ๆ ในยุโรปได้พัฒนาสูตร รสชาติ และรูปร่างของไส้กรอกของตนเอง และตั้งชื่อไส้กรอกตามชื่อเมืองที่เป็นถิ่นกำเนิด เช่น ไส้กรอกเวียนนา เป็นต้น” ผู้เขียนจึงขอเข้าใจเอาเองว่า ไส้กรอกนั้นคงเข้ามาพร้อมกับชาวยุโรปตั้งแต่สมัยพี่หมื่นและแม่การะเกดได้พบกันตามบุพเพสันนิวาสที่มีมา เพราะช่วงเวลานั้นฝรั่งหลายชาติเหลือเกินเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา คงต้องมีบ้างละที่อยากกินไส้กรอกเหมือนตอนอยู่บ้านเขา แต่ไส้กรอกนั้นคงยังไม่แพร่หลายเท่าใดเพราะดูไม่ต้องกับวัฒนธรรมการกินแบบไทยโบราณนัก และที่สำคัญคือ ราคามันแพง สมัยผู้เขียนยังเด็ก ครั้งแรกที่ได้กินไส้กรอกนั้นเป็นชนิดแท่งเล็ก ๆ เท่านิ้วมือผู้ใหญ่ซึ่งป้าพาไปซื้อที่ตลาดนัดสนามหลวง (ซึ่งภายหลังถูกย้ายไปเจริญรุ่งเรืองที่สวนจตุจักร) คำแรกที่ได้เคี้ยวในปากมีความรู้สึกว่า ทำไมกลิ่นถึงเหมือนน้ำยาดองอาจารย์ใหญ่ที่เพิ่งข้ามเรือไปดูที่คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลก็ไม่รู้ ดังนั้นไส้กรอกจึงไม่ใช่อาหารที่ผู้เขียนต้องในอารมณ์สักเท่าไร (ทำเหมือนกับรู้มาแต่ชาติปางก่อนว่า มันคงมีไนไตรท์และไนโตรซามีนปนอย่างไรก็ไม่รู้) เมื่อผู้เขียนได้เข้าเรียนในหลักสูตรพิษวิทยาของ Utah State University (USU) ที่เมือง Logan รัฐ Utah นั้น […]

Read More